กระบวนการเรียนรู้แบบBBL

กระบวนการเรียนรู้ (Teaching & Learning)
1. อุ่นเครื่อง (Warm-up)   การอุ่นเครื่องเป็นกิจกรรมที่ทำเพื่อให้สมองตื่นตัว  เตรียมพร้อมที่จะเรียนรู้วิชาต่อไป  หรือระหว่างชั่วโมง  ถ้าเนื้อหาที่จะเรียนรู้นั้นค่อนข้างยาก คุณครูสังเกตว่านักเรียนเริ่มหมดความสนใจหรืออ่อนล้า  ควรให้ทำ Warm-up เพื่อกระตุ้นสมอง  การ Warm-up นั้นทำได้ 3 วิธี คือ
    1.Brain Exercise
    2.การเคลื่อนไหวเป็นจังหวะ (Rhythm) อาจมีเสียงเพลงและคำกลอนประกอบ
    3.ยืดเส้นยืดสาย (Stretching)
Brain Exercise
     คือ การเคลื่อนไหวร่างกายข้ามแกนกลางของลำตัว  เพื่อกระตุ้นพัฒนาสมองทั้งสองซีก  อาจไม่ต้องมีเพลงประกอบก็ได้ เช่น กิจกรรม  "จับหูจับจมูก" ใช้มือขวาจับหูซ้าย  มือซ้ายจับจมูก  แล้วสลับมือขวาไปจับจมูก  มือซ้ายจับหูขวา  แล้วเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ
Rhythm
     คือ  กิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างอิสระ  โดยใช้เสีบงเพลง  จังหวะ  และทำนอง  คำคล้องจอง  หรืออุปกรณ์ประกอบการเคลื่อนไหว  เช่น แก้วพลาสติก  ไม้เคาะ  ลูกสะบ้า  เป็นต้น เพื่อส่งเสริมให้เด็กเกิดจินตนาการ  ความคิดสร้างสรรค์  เรียนรู้จังหวะ  และควบคุมการเคลื่อนไหวของตนเองได้
DO  1.ใช้แก้วเนื้อทราย  เพราะเหมาะมือ เสียงไม่ดังเกินไป  และไม่บุบแตกง่าย
      2. ใช้ไม้ขนาดเหมาะมือ  เป็นสื่อสร้างเสียงให้จังหวะ
      3. ใช้ลูกสะบ้า เป็นเครื่องเคาะจังหวะ
Don't   ไม่ควรใช้อุปกรณ์ต่อไปนี้เคาะจังหวะ
      1. ขวดพลาสติก (บุบง่าย  เสียงไม่ดัง
      2. แก้วที่มีหูจับ (จะทำให้เจ็บมือ)
      3. กระป๋องโค้ก (เสียงดังเกินไป  จะมีผลเสียงต่อหู)
      4. แก้วสแตนเลส (เสียงดังเกินไป ไม่ดีต่อหู)
Stretching
     คือ  นักเรียนควรได้ยืดเส้นยืดสาย  หรือทำโยคะ  เช่น ท่าโยคะสำหรับเด้ก  โดยครูชูการ์ดให้ดู  ให้นักเรียนทำตาม  แต่ละท่าให้ค้างไว้ 10- 30 วินาที  จนถึง 1 นาที  หายใจเข้าออกตามปกติหรือหายใจเข้ายาวออกยาว  การเคลื่อนไหวร่างกายในท่วงท่าต่างๆทำให้สมองน้อยพัฒนา  ร่างกายแข็งแรง  และมีพัฒนาการดีขึ้น
Do & Don't
      1.ควรแนะนำเด็กเป็นรายบุคคล  การปล่อยให้เด็กทำท่าผิดๆ ถูกๆ  ไม่เป็นผลดีต่อเด็ก(ถ้าทำได้  ครูควรศึกษาเทคนิครายละเอียดท่าทางการยืดเส้นยืดสายต่างๆ เพิ่มเติมจากสื่อต่างๆ)
      2.อย่าให้ทำอะไรที่ฝืนร่างกายมากตั้งแต่แรกควรฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไป
      3.การจับเวลาอาจใช้วิธีนับเลข (1 - 2 - 3...) แต่เด็กอาจทำให้นานมากน้อยไม่เท่ากัน  คุณครูไม่ควรบังคับ
      4.การเคลื่อนไหวแต่ละครั้ง  อาจทำครั้งละ 2 - 3 ท่า  ถึง 7 - 8 ท่า  ต้องดูตามความเหมาะสม
      5.ควรทำหลังเวลาพักเช้า  และพักเที่ยง
2.ขั้นนำเสนอความรู้ (Present)
      นักเรียนทุกคนมีความต่างกัน  มีประสบการณ์  มีพื้นฐานเฉพาะตัว  ดังนั้น  การนำเสนอความรู้ (การสอน) จึงควรเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยนำเสนอความรู้ใหม่  ผ่านสื่อการเรียนรู้ที่น่่าสนใจ  เช่น สื่อของจริง  บัตรภาพ บัตรคำ  บัตรตัวเลข ชาร์ตบทกลอน บทเพลง  กระดานเคลื่อนที่ เป็นต้น
     2.1.เริ่มสอนจากของจริง  สิ่งใกล้ตัว    การใช้ของจริงมาช่วยในการสอนมีความสำคัญมากเพราะสมองต้องการรู้ว่า  สิ่งที่ตัวเองกำลังเรียนนั้นมีความหมาย  เกี่ยวข้องต่อชีวิตจริงของตนตรงไหนอย่างไร
     2.2.ใช้สื่อที่แปลกใหม่  น่าสนใจ     การนำเสนอความรู้  ควรใช้สื่อที่แปลกใหม่  น่าสนใจ  เช่น บัตรภาพ  บัตรคำ  บัตรตัวเลข  สิ่งของสามมิติ  ของจริง  นำข้อมูลออกมาให้เห็นโดดเด่น  เช่น แปะไว้ที่หลังนักเรียน  ให้นักเรียนถือไว้  ไม่ควรสอนโดยเขียนบนกระดานดำ  หรือบรรยายปากเปล่าตลอดเวลา
     2.3.ใช้ชาร์ตบทคล้องจองและบทเพลง     ชาร์ตที่ดีควรเขียนด้วยตัวหนังสือขนาดใหญ่เห็นได้ชัดเจน  ถ้าเป็นระดับอนุบาล - ป.3  ควรจะเว้นวรรคทุกคำ  ควรติดชาร์ตไว้ในตำแหน่งที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก  เมื่อครูใช้ไม้ชี้ให้นักเรียนอ่าน  ก็จะช่วยให้อ่านออกได้เร็ว
     2.4.ใช้กระดานเคลื่อนที่  เพื่อนำเสนอความรู้ให้เป็นระบบ  และน่าสนใจ    กระดานเคลื่อนที่  เป็นพื้นที่นำเสนอข้อมูลที่แปลกใหม่  น่าสนใจกระดานเคลื่อนที่  เป็นที่ที่สามารถนำบัตรภาพบัตรคำ  มาหนีบไว้ได้สะดวก  หรือจะใช้แม่เหล็กมาติดด้านที่เป็นสังกะสีก็ได้  และยังสามารถเลื่อนกระดานเข้าไปใกล้ตัวเด็กได้ด้วย
     2.5.ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม   ปัจจุบัน  ในอินเทอร์เน็ตมีภาพเคลื่อไหว  วีดีโอและแอนิเมชั่น  ที่ช่วยให้นักเรียนเข้าใจเรื่องยากๆจำลองเหตุการณ์จนคล้ายจริง  และน่าตื่นเต้น  และยังมีระบบการศึกษาทางไกล (distance  learming) ผ่านดาวเทียม  ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนครูในหลายรายวิชา  ถ้าจัดการให้ดี  เทคโนโลยีการศึกษาทางไกลก็ช่วยตอบโจทย์การเรียนรู้  และลดปัญหาในเรื่องที่ว่า  ครูไม่พอ  หรือ ครูผู้สอนเรียนจบมาไม่ตรงกับวิชาที่ตัวเองต้องสอน  เป็นต้น
3.ขั้นลงมือเรียนรู้ - ฝึกทำ - ฝึกฝน (Learn-Practice)
      เปิดโอกาสให้นักเรียนฝึกทำ  โดยลงมือทดลองใช้ความรู้  ด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น ฝึกทำโดยใช้สื่อจากมุมสื่อ BBL พานักเรียนไปดูของจริง  สำรวจและบันทึกจากสิ่งที่พบเห็น ทำกิจกรรมจากใบงาน  เช่น  กิจกรรมตัดปะ  เล่นเกมปิงโก  ใช้อุปกรณ์เคาะลงบนข้อความหรือคำศัพท์  ให้เด็กได้เคลื่อนไหว  เช่น ลุกขึ้นจากโ๊ะเพื่อไปทำกิจกรรม  และควรมีใบงานที่ให้นักเรียนได้ประยุกต์ใช้ความรู้  และคิดสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง
      3.1.นักเรียนได้เคลื่อนไหวในกิจกรรมการเรียนรู้     การเคลื่อนไหวมีหลายแบบ เช่น ตบมือ  ตบการ์ดคำศัพท์  ถือบัตรตัวอักษร  จับย้ายบัตรคำ  กระโดดบนตารางหรือเส้นจำนวน เป็นต้น  อย่าปล่อยให้นักเรียนนั่งอยู่ที่โต๊ะเฉยๆ  และเป็นฝ่ายฟังครูฝ่ายเดียว  การเรียนรู้เช่นนั้นเท่ากับ ครูเป็นผู้ควบคุมทั้งหมด  และไม่ใช่ active learning
      3.2.นักเรียนลงมือใช้สื่อและเครื่องมือต่างๆ   ขั้นลงมือใช้สื่อนี้  นักเรียนจะทำการเรียนรู้จากสื่อการเรียนรู้ต่างๆ  ที่คุณครูจัดเตรียมมา  เพื่อประกันว่านักเรียนทุกคนได้ ไกระทำการ" เรียนรู้จริงๆ
      3.3.นักเรียนได้ลงมือทำเองทุกคน     เด็กไม่ได้เรียนรู้จากการบอก (talk)  ของครูหรือการดูเพื่อนทำเป็นตัวอย่างหน้าห้อง  แต่เรียนรู้จากการลงมือทำด้วยตัวเอง  ห้องเรียนจำเป็นต้องมีกิจกรรมที่ให้เด็กได้ลงมือทำเองเสมอ  ไม่ว่าจะเป็นวิชาใด
      3.4.ฝึกทำซ้ำๆ จนเข้าใจและมองเห็น pattern ขององค์ความรู้ชุดนั้นๆ     ใบงานและกิจกรรม  ควรออกแบบนำนักเรียนไปสู่การจับกฎเกณฑ์ หรือ pattern ของความรู้นั้นๆให้ได้  อาจมีแบบฝึกให้นักเรียนฝึกซ้ำๆพยายามให้มีบรรยากาศที่สนุกสนาน
      3.5.ใช้สื่อที่แปลกใหม่ น่าสนใจ   ครูกระตุ้นให้นักเรียนสนใจที่จะลงมือเรียนรู้ทำซ้ำๆ โดยไม่เบื่อ  ด้วยการใช้สื่อที่แปลกใหม่  น่าสนใจ กระตุ้นให้อยากรู้ อยากลอง
4.ขั้นสรุปความรู้ (Summary)
      แม้การเรียนรู้จะดำเนินการมาตั้งแต่ขั้นเริ่มเรียนรู้ใหม่ (present)  ขั้นที่นักเรียนได้ทดลองนำความรู้ใหม่นั้นมาลงมือปฏิบัติ  ฝึกลองทำด้วยตัวเอง (learn pactice) ลงมือทำแบบฝึกหัดแล้วก็ตาม  แต่ในที่สุด  การนำประสบการณืทั้งหมดมาสรุปรวบยอด  เป็นความรู้ที่ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง  ก็มีความจำเป็นอีกอย่างยิ่ง  โดยเฉพาะเรามักสังเกตได้ว่า  นักเรียนอาจทำการฝึกผิดพลาด  ทำแบบฝึกหัดไม่ถูก  สร้างความรู้จาก concept ที่ผิด เป็นต้น  ความผิดพลาดเหล่านี้  แม้จะเกิดขึ้นเพียง 10-30 %  แต่ก็แสดงว่า  มีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้นแล้ว  การเขียนกากบาทหรือ comment นักเรียนว่า มีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้นแล้ว  ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก  ทางเดียวที่จะแก้ไขได้ก็คือ  การให้ฝึกซ้ำในส่วนผิดนั้น  แล้วต้องทำการสรุปความรู้ร่วมกับนักเรียน
      4.1.ใช้กระดานเคลื่อนที่     ติกชาร์ดหรือข้อมูลที่ต้องการจะสรุปไว้บนกระดานเคลื่อนที่ให้มองเห็นถึง pattern  ของความรู้แต้ละชุดที่สอน  เพื่อให้เข้าใจง่าย
      4.2.แสดงหัวข้อหรือประเด็นให้ชัดเจน     การแสดงหัวข้อหรือประเด็นให้โดดเด่น  จะช่วยให้สมองสามารถรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เรียนมาเชื่อมโยงกันเป็นความคิดรวบยอด  ได้เร็วขึ้นกว่าการมองเห็นข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่บนกระดาน
      4.3.แยกหมวดหมู่ข้อมูลให้ชัดเจน   ในการสรุปความรู้  คุณครูควรออกแบบชาร์ต หรือการเขียนกระดานให้ชัดเจน  จัดหมวดหมู่ของข้อมูลความรู้  โดยใช้สี  ขนาดตัวหนังสือ  ระยะห่าง  ที่ว่าง (space) และเส้นเข้าช่วยการแบ่งตำแหน่งของข้อมูลแต่ละหมวดหมู่  ช่วยให้สมองจดจำและเข้าใจได้ง่ายและเร็วขึ้น
      4.4.สรุปความรู้เป็นนามธรรม    นักเรียนได้เรียนรู้จากสื่อที่เป็นรูปธรรมซ้ำๆหลายครั้งแล้ว  จึงพร้อมที่จะสร้างความเข้าใจที่เป็นนามธรรมได้  เช่น เมื่อฝึกหารด้วยการแบ่งของจนคล่องแล้วจึงนำเสนอประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจ (ให้เกิดขึ้น) ว่า การหาร  ประกอบด้วย  ตัวตั้ง  ตัวหาร  ผลหาร
      4.5.สรุปโดยใช้ Graphic Organizers เข้าช่วยกระตุ้นให้เกิดทักษะการคิดมากขึ้น   คุณครูจัดทำ Graphic Organizers หรือให้นักเรียนทำการสรุปความรู้  โดยใช้เครื่องมือชนิดนี้  เพื่อให้นักเรียนเข้าใจความรู้เป็นระบบมากขึ้น ใช้ความคิดมากขึ้น  และสนุกสนานเพลิดเพลินกับการหาข้อสรุปนั้นๆ
Let's Check
กระบวนการเรียนรู้แบบ BBL  (BBL learning Process)
      1.มีการ warm up โดยใช้กระบวนการขยับกายขยายสมอง (brain gymy) ยืดเส้นยืดสาย (stretching) กิจกรรมเคลื่อนไหว (movement) เพลงและเกม
      2.นำเสนอข้อมูลและเนื้อหาบนพื้นที่หลากหลาย ไม่ใช่แต่วิธีเขียนบนกระดานดำ
      3.ใช้บัตรภาพ บัตรคำ แถบประโยค เพื่อเสนอความรู้ หรือประเดนต่างๆ
      4.แสดงภาพเคลื่อนไหว และเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ต  เพื่อเชื่อมกระบวนการเรียนรู้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ในเนื้อหาที่จำเป็น  ระวังไม่ใช้ IT ในการสอนตลอดเวลา  เพื่อป้องกันภาระเครียดต่อเนื่อง(prolonged stress)
      5.นำเสนอเนื้อหาและข้อมูล ด้วยเทคนิคแปลกใฟม่ ทำให้สมองติดตามการสอนตลอดเวลา
      6.มีการสรุปเนื้อหาความรู้ที่สอน  โดยการจัดกลุ่ม เชื่อมโยงความสัมพันธ์ และสื่อความหมาย โดยใช้กราฟ ชาร์ต ตาราง concept web  หรือ  graphic organizers แบบอื่นๆและถ้าเป็นไปได้ควรใช้เทคนิคช่วยจำ(mnemonics)
      7.หลังจากขั้นเรียนรู้ (leaming stage) แล้วให้นักเรียนฝึกซ้ำๆจนคล่อง(practice)
      8.ต้องให้มีใบงาน (worksheet)ที่มีคุณภาพที่จะช่วยเสริมให้นักเรียนได้ฝึกทักษะจากสิ่งที่เรียนรู้จนคล่อง
      9.หลังจากการฝึกทักษะแล้ว  ต้องอุดช่องว่างด้วยการ "สรุปซ้ำให้เกิดความคิดรวบยอด"(concept)ของบทเรียน  ด้วยวิธีต่างๆ
 
  10.มีกิจกรรมหรือใบงาน เพื่อให้นักเรียนได้ประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ (apply) และมีโอกาสสร้างสรรค์ผลงาน (creativity)
     11.จัดกิจกรรมและช่วยสอนนักเรียน เป็นรายบุุคคล ไม่ใช่สอนแบบทั้งชั้น (whole class teaching) ตลอดเวลา








































แสดงความคิดเห็น