หนังสือเรียนเปลี่ยนสมอง แบบ BBL

หนังสือเรียนเปลี่ยนสมอง (Brainy Books)
    1.หนังสือแบบฝึกหัด BBL  แบบฝึกหัดที่สอดคล้องกับหลักสูตร  เหมาะกับวัย  น่าตื่นใจ  น่าอ่าน  มีการออกแบบแบบฝึกหลากหลายประเภทเพื่อพัฒนาเด็ก  และเชื่อมโยงความรู้ให้ขึ้นสู่การคิดระดับสูง (higher order thinking) องค์ประกอบของหนังสือแบบฝึกหัดที่ดี  คือ
1.ออกแบบรูปเล่ม ขนาดตัวหนังสือเลือกเนื้อหาและความยากง่ายเหมาะสม  สอดคล้องกับวัย
      เรื่องราวในหนังสือต้องมีลักษณะสร้างสรรค์  น่าสนใจ  ใกล้ชิดกับชีวิตของเด็ก  หรือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น  ภาพประกอบมีความอ่อนโยน  เหมาะสมกับวัย  และมีความเป็นท้องถิ่น (local)
2.มีภาพประกอบมากพอ  และเหมาะสมกับเนื้อหา
      หนังสือที่ดีควรมีภาพประกอบในสัตว์ส่วนที่มากพอไม่ใช่มีแต่ตัวอักษรเต็มหน้าไปหมด  ภาพช่วยสื่อความหมาย ช่วยให้เด็กเข้าใจคำศัพท์  คำสำคัญ  และเนื้อเรื่องได้ง่าย
3.แบบฝึกหัดไม่น่าเบื่อ  ท้าทายให้นักเรียนอยากรู้  อยากลอง  อยากทำ
      แบบฝึกหัดต้องมีการออกแบบให้น่าสนใจ เช่น ออกแบบคล้ายเกม  มีภาพเข้าช่วย  และแบ่งกิจกรรมออกเป็นขั้นเป็นตอน  ช่วยให้เด็กก้าวไปที่ละขั้น  จนสามารถทำได้สำเร็จในที่สุด
4.วิธีนำเสนอช่วยชี้นำให้การเรียนรู้ในหัวข้อนั้นๆ เกิดขึ้นได้ง่าย
      มีการออกแบบจัดวางเนื้อหาและแบบฝึกหัด  อย่างเป็นขั้นตอน  จากง่ายไปยาก  ช่วยสร้างความเข้าใจ เรียกว่า instructional system desing  ช่วยให้เกิด  concept  ง่ายขึ้น
5.นำเสนอความรู้โดยให้ความสำคัญกับภาพและใช้ Graphic Organizers  เพื่อให้สมองสร้าง (construct) ความรู้ได้ง่าย
      เพื่อให้การนำเสนอความรู้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่  ควรมีการจัดระบบข้อมูลในหนังสือ  โดยใช้ Graphic Organizers ต่างๆ เช่น ตารางกรอบสี่เหลี่ยม อธิบาย concept  โดยใช้ภาพ  ไม่ถ่ายทอดความรู้โดยเขียนบรรยายอย่างเดียว
     Don't
หนังสือน่าเบื่อ   เรื่องราวในหนังสือไม่น่าสนใจ  ห่างไกลจากชีวิตเด็ก  เป็นวิชาการโดดๆ จะทำให้เด็กเบื่อและไม่อยากเรียนรู้
หนังสือยากเกินไป     ไม่ควรนำมาใช้เรียน  เพราะจะทำให้นักเรียนท้อแท้  รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว  ซึ่งนำไปสู่การอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้นักเรียนไม่มีแรงจูงใจที่จะเรียนรู้
หนังสือไม่มีภาพ  มีแต่ตัวอักษรเต็มหน้า    หนังสือที่มีแต่ตัวอักษร  ไม่จัดทำภาพประกอบ  ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าใจเนื้อเรื่องได้  และหมดความสนใจ

2.หนังสืออ่านเพิ่มเติม     หมายถึง  หนังสือที่กำหนดให้อ่านเพิ่มเติมตามหลักสูตร  รวมทั้งหนังสือที่มิได้กำหนดไว้  แต่คุณครู  ผู้ปกครอง  และนักเรียนเป็นผู้เลือกเอง  การเลือกหนังสืออ่านเพิ่มเติมมีความสำคัญยิ่ง  ควรเลือหนังสือที่สอดคล้องกับพัฒนาการของแต่ละช่วงวัย  ต้องจัดหนังสือที่กระตุ้นให้อยากรู้  อยากเรียน  รวมทั้งรู้จักต่อยอดจากฐานที่มีอยู่แล้ว อย่าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ที่ว่า  ตั้งแต่เด็กจนโต  นักเรียนก็สนใจอ่านแต่การ์ตููนเท่านั้น
     1.ประเภทหนังสืออ่านเพิ่มเติมที่เหมาะสมกับวัย   
หนังสือที่ช่วยกระตุ้นการอ่านของนักเรียนชั้น ป.1 - 3  ควรครอบคลุมหนังสือประเภทต่อไปนี้
        - หนังสือบทร้อยกรอง
        - หนังสือบทร้องเล่น  เพลงกล่อมเด็ก  และบทเพลงเด็ก
        - นิทานพื้นบ้าน
        - นิทานชาดก  นิทานวรรณคดี
        - หนังสือแนวอื่นๆ เช่น แนวผจญภัย  สืบสวน  หนังสือ
หนังสือที่ช่วยกระตุ้นการอ่านของนักเรียนชั้น ป.4 - 6 ควรเพิ่มประเภทหนังสือที่ยาวขึ้นและซับซ้อนขึ้น  เช่น
        - บทคล้องจอง คำกลอน บทเพลงเด็ก
        - วรรณกรรมเยาวชน
        - เรื่องสั้น
        - สารคดี
        - นิทานนานาชาติ
        - นิทานผจญภัย (adventures)
      2.ประะเภทหนังสือที่ไม่เหมาะสมกับวัยเด็ก
หนังสือที่ไม่ควรอยู่ในมุมอ่าน  แต่มักพบบ่อยในห้องเรียนของนัดเรียน  ได้แก่หนังสือต่อไปนี้
        - นวนิยายสำหรับผู้ใหญ่
        - นิตยสารบันเทิงต่างๆ
        - หนังสือคู่มือครู  แนวการสอน
        - หนังสืออ้างอิงวิชาการ
        - หนังสือการ์ตูนที่มีเนื้อหาหรือภาพไม่เหมาะสม
     Don't
     1.หนังสือไม่เหมาะสมกับวัย  ไม่ควรนำมาไว้ในมุมอ่าน  หรือนำมาอ่านให้เด็กฟัง  ซึ่งรวมถึงหนังสือที่มีเนื้อหายากเกินไป หรือหนังสือที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม
     2.หนังสือไม่หลากหลาย  มุมอ่านไม่ควรมีหนังสือประเภทเดียว  โดยเฉพาะ  ไม่ควรมีแต่หนังสือแปล  หรือหนังสือการ์ตูนเพราะเราต้องการปลูกฝังให้เด็กรู้จักสังคมไทย  และรู้จักอ่านหนังสือแบบอื่นๆที่สามารถถ่ายทอดความรู้ ความคิดจินตนาการ  ความรู้สึก ฯลฯ ที่แตกต่างไปจากหนังสือแนวการ์ตูนทั่วไป
     3.หนังสือเก่าชำรุดจนอ่านไม่ได้  ควรนำออกจากชั้นหนังสือให้หมด  เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บไว้  ได้แก่  หนังสือที่ภาพเลือน  ตัวเล่มฉีกขาด  หรือเก่ามากจนเปิดอ่านไม่ได้แล้ว เป็นต้น  ควรจะหาหนังสือที่อยู่ในสภาพดีมาทดแทน

ข้อแนะนำ (Tips)
     1.อ่านหนังสือที่สนุกและน่าสนใจ ให้นักเรียนฟังอย่างน้อยวันละ 15 นาที   การอ่านหนังสือให้นักเรียนฟังทุกวัน  และอ่านให้ฟังให้นานพอ  เป็นสิ่งจำเป็นมาก  เพราะจะกระตุ้นให้นักเรียนสนใจอ่าน  ปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน  และมีความรู้รอบตัวในการใช้ชีวิต
     2.จัดเวลาให้นักเรียนเข้ามุมอ่าน  ทุกๆวัน  นักเรียนควรมีเวลาที่จะเข้าไปอ่านหนังสือในมุมอ่าน  ถ้าเป็นไปได้  ควรจัดเวลาให้ได้  รวมกันแล้วไม่น้อยกว่าวันละ 1 ชั่วโมง
     3.ให้นักเรียนยืมหนังสือกลับไปอ่านที่บ้าน    คุณครูควรกระตุ้นให้นักเรียนยืมหนังสือกลับบ้าน  โดยให้นักเรียนอ่านเอง  ละอ่านให้พ่อแม่ฟัง  คุณครูอาจทำสมุดบันทึกการยืมหนังสือ  เพื่อติดตามความก้าวหน้าของนักเรียนด้วย
ดูรายชื่อหนังสือแนะนำได้ที่
     - Facebook: BBL Brain-based Learning Thailand  > รูปภาพ > อัลบั้ม "Books&Worksheets  หนังสือเรียนและใบงานแบบ BBL"
     - 100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย  โดย  สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)
     - หนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่านตามประกาศของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)


































แสดงความคิดเห็น