พลิกโฉมโรงเรียน ป.1 อ่านออก เขียนได้ใน 1 ปี

พลิกโฉมโรงเรียน ป.1 อ่านออก เขียนได้ ใน 1 ปี  ตามแนวทางพัฒนาการทางสมอง กับกุญแจ 5 ดอก เพื่อพลิกโฉมโรงเรียน 1.สนามเด็กเล่น , 2.ห้องเรียนเปลี่ยนสมอง , 3.พลิกกระบวนการเรียนรู้ , 4.หนังสือเรียนและใบงาน , 5.สื่อและนวัตกรรมการเรียนรู้
สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรก สนามเด็กเล่น  ทำไมต้องสนามเด็กเล่น
1.ช่วยเพิ่มการทำงานของสารสื่อประสาท  ทำให้การเรียนรู้ดีขึ้น
2.ช่วยเพิ่มจำนวนเส้นเลือดฝอย
3.กระตุ้นสมองส่วนที่บันทึกความจำคือ ฮิปโปแคมปัส  ทำให้จดจำได้ดี
4.ช่วยลดระดับคอร์ทิโซน (Cortisol) หรือสารแห่งความเครียด
5.ช่วยให้สมองสร้างสารเซโรโทนินที่มีบทบาทต่อการจดจำ
     *สารเซโรโทนิน(Serotonin) สารแห่งความกระฉับกระเฉง  ถ้ามีเซโรโทนินในสมองปกติ  จะช่วยให้กระฉับกระเฉง  ความรู้สึกอยากอยากกินเรื่อยๆจะลดลง  แต่ถ้ามีสารเซโรโทนินในสมองน้อยไป จะมีอาการซึมเศร้า หมดอาลัยตายอยาก  ชอบนอน  พฤติกรรมกินอาหารเพิ่มขึ้นและก้าวร้าว
      กุญแจที่สำคัญในการสร้างสารเซโรโทนิน  ได้แก่  ออกกำลังการสม่ำเสมอ  ดังนั้นขณะเรียนควรกระตุ้นให้ร่างกายเคลื่อไหว  เพื่อให้ระดับเซโรโทนินปกติ  นักเรียนกระฉับกระเฉง เรียนรู้ดีขึ้น
1.เคล็ดลับในการปรับสนาม
1.1.มีฐานการเคลื่อนไหวที่หลากหลาย  ประกอบด้วยเครื่องเล่นสนามที่หลากหลายแบบที่ต้องใช้ร่างกายเคลื่อนไหวทุกส่วน
1.2.เด็กได้เคลื่อนไหว 20 นาทีต่อวัน   ระยะเวลาในการเล่น  นับว่าเป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบสนาม  ฐานการเคลื่อไหวต้องให้เด็กได้เคลื่อนไหวต่อเนื่อง
1.3.มีคุณครูคอยดูแลความปลอดภัย   คุณครูควรดูแลในขณะนักเรียนเล่นสนาม  โดยเฉพาะฐานที่มีความเสี่ยงทำให้เกิดอันตราย
1.4.ตรวจเช็คความปลอดภัยของสนามอย่างสม่ำเสมอ   คุณครูควรตรวจดูวัตถุแปลกปลอมหรือสัตว์ที่จะมาอาศัยอันจะทำให้เกิดอันตราย  ตรวจสอบความแข็งแรงของฐานอย่างสม่ำเสมอ
2.ห้องเรียนเปลี่ยนสมอง
2.1.เตรียมปรับห้องเรียนใหม่  โรงเรียนควรจัดให้มีวันทำความสะอาดครั้งใหญ่ "Big Cleaning Day" ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการทำความสะอาดโรงเรียน
2.2.ปรับสีผนังห้องเรียน   ห้องเรียนควรมีสีสันกระตุ้นสมอง  จำเป็นต้องเปลี่ยนสีให้สอดคล้องกับยุคสมัย
2.3.ปรับปรุงโต๊ะเรียนและเก้าอี้  ควรปรับปรุงให้มีสีสันใช้โทนอ่อน  กระตุ้นให้สมองเปิด  พร้อมเรียนรู้
2.4.จัดให้มี "มุมอ่าน" (reading corne) ในห้องเรียน  เพื่อจัดวางหนังสือที่น่าสนใจสร้างนิสัยรักการอ่าน และครูสามารถใช้กิจกรรมการอ่านได้เพิ่มเติมให้นักเรียนได้ง่าย
2.5.จัดให้มีบอร์ดความรู้ในห้องเรียน   คุณครูต้องใช้บอร์ดในการนำเสนอความรู้ใหม่ๆ และติดผลงานของนักเรียน
2.6.จัดแสดงผลงานนักเรียนเป็นประจำ  การติดผลงานนักเรียน  เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ของนักเรียน
3.พลิกกระบวนการเรียนรู้
3.1.ขั้นอุ่นเครื่อง (Warm - up)   เป็นกิจกรรมที่ทำให้สมองตื่นตัว  พร้อมที่จะเรียนรู้ต่อไป
      - Brain Exercise   การเคลื่อนไหวร่างกายข้ามแกนกลางของลำตัว  เพื่อพัฒนาสมองทั้งสองซีก
      - Rhythm   การเคลื่อนไหวร่างกายหรืออุปกรณ์ประกอบเสียงเพลง
      - Stretching  การยืดเส้นยืดสาย
3.2.ขั้นนำเสนอความรู้ (Present)   นำเสนอความรู้ใหม่ผ่านสื่อการเรียนรู้ที่น่าสนใจ
      - เริ่มสอนจากของจริงใกล้ตัวเด็ก  การใช้ของจริงช่วยให้สมองเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้เข้ากับชีวิตจริง
      - ใช้สื่อที่แปลกใหม่  น่าสนใจ   เช่น บัตรภาพ  บัตรคำ  แถบประโยคสื่อสามมิติ  หรือการนำเสนอข้อมูลด้วยวิธีที่แปลกใหม่
      - การใช้ชาร์ตบทคล้องจองและบทเพลง   ควรเขียนด้วยตัวหนังสือขนาดใหญ่  เว้นวรรคทุกคำ เพื่อช่วยให้นักเรียนอ่านออกได้เร็ว
      - ใช้กระดานเคลื่อนที่เพื่อนำเสนอความรู้ที่เป็นระบบและน่าสนใจ   กระดานเคลื่อนที่ทำให้คุณครูนำเสนอข้อมูลได้แปลกใหม่  และใกล้ตัว
       - ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม   เทคโนโลยีช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนครูหรือครูผู้สอนเรียนไม่ตรงสาย
3.3.ขั้นลงมือเรียนรู้ (Learn - Practice)  ให้นักเรียนได้ลงมือทอลองใช้ความรู้  ด้วยกิจกรรมต่างๆ
       - นักเรียนได้เคลื่อนไหวในกิจกรรมการเรียนรู้   อย่าปล่อยให้นักเรียนนั่งอยู่ที่โต๊ะเฉยๆ และเป็นฝ่ายฟังครูฝ่ายเดียว  การเรียนรู้รู้นั้นไม่ใช่ active learning
       - นักเรียนลงมือใช้สื่อและเครื่องมือต่างๆ   นักเรียนจะทำการเรียนรู้จากสื่อการเรียนรู้ต่างๆ ที่ครูจัดเตรียมมา  เพื่อประกันว่านักเรียนทุกคนได้ "กระทำการ" เรียนรู้จริงๆ
       - นักเรียนได้ลงมือทำทุกคน   ห้องเรียนจำเป็นต้องมีเครื่องมือ  และกิจกรรมให้เด็กได้ลงมือทำเองเสมอ  ไม่ว่าเป็นวิชาใด
       - ฝึกทำซ้ำๆ จนเข้าใจและมองเห็น pattern ขององค์ความรู้ชุดนั้น   ใบงานและกิจกรรม  ควรออกแบบให้นักเรียนฝึกทำซ้ำๆ แต่สนุกสนาน
       - ใช้สื่อแปลกใหม่น่าสนใจ   สื่อที่แปลกใหม่กระตุ้นสมองสนใจอยากรู้  อยากลอง
3.4.ขั้นสรุปความรู้ (Summary)   การนำประสบการณ์ทั้งหมดมาสรุปยอด  ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง
       - ใช้กระดานเคลื่อนที่   การติดชาร์ตหรือข้อมูลบนกระดานเคลื่อนที่ให้มองเห็น pattern ของความรู้แต่ละชุดที่สอน  เพื่อให้เข้าใจง่าย
       - แสดงหัวข้อหรือประเด็นให้ชัดเจน   จะช่วยให้สมองสามารถรวบรวมข้อมูล  เกิดเป็นความคิดรวบยอดได้ดีกว่าข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่บนกระดาน
       - แยกหมวดหมู่ข้อมูลให้ชัดเจน   ควรแยกหมวดหมู่ข้อมูลโดยการใช้สีขนาดตัวหนังสือ  ระยะห่าง  ที่ว่าง  และเส้น  เพื่อให้สมองเข้าใจได้ง่ายและเร็วขึ้น
       - สรุปความรู้เป็นนามธรรม   นักเรียนเรียนรู้จากสื่อรูปธรรมซ้ำหลายครั้งแล้ว  จึงพร้อมจะสร้างความเข้าใจที่เป็นนามธรรม
       - สรุปโดยใช้ Graphic Organizers  เข้าช่วยกระตุ้นให้เกิดทักษะการคิด
4.หนังสือเรียนและใบงาน
4.1.หนังสือแบบฝึกหัด BBL   มีการออกแบบแบบฝึกหลายประเภทเพื่อพัฒนาเด็ก  และเชื่อมโยงขึ้นสู่การคิดระดับสูง (higher order thinking)
       - ออกแบบรูปเล่ม  ขนาดตัวหนังสือเลือกเนื้อหาและความยากง่ายเหมาะสม  สอดคล้องกับวัย   เรื่องราวในหนังสือต้องน่าสนใจ ใกล้ชิดกับชีวิตเด็กหรือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น
       - มีภาพประกอบมากพอ และเหมาะสมเนื้อหา   หนังสือควรมีภาพประกอบในสัดส่วนที่มากพอที่จะช่วยสื่อความหมาย  ให้เด็กเข้าใจคำศัพท์ และเนื้อเรื่องได้
       - แบบฝึกหัดไม่น่าเบื่อ  ท้าทายให้นักเรียนอยากรู้  อยากลอง  อยากทำ  ต้อง  ต้องออกแบบน่าสนใจ คล้ายเกม  แบ่งกิจกรรมเป็นขั้นเป็นตอน  ให้เด็กก้าวไปทีละขั้น  จนสามารถทำได้สำเร็จในที่สุด
       - วิธีนำเสนอช่วยชี้นำให้การเรียนรู้ในหัวข้อนั้นๆ เกิดขึ้นได้ง่าย   มีการออกแบบอย่างเป็นตอนจากง่ายไปยาก  ช่วยสร้างความเข้าใจ
       - นำเสนอความรู้โดยให้ความสำคัญกับภาพและใช้ Graphic Organizers เพื่อสร้าง (construct) ความรู้ได้ง่าย   ควรมีการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบตารางกรอบสี่เหลี่ยม  ไม่ถ่ายทอดความรู้โดยเขียนบรรยายอย่างเดียว
4.2.หนังสืออ่านเพิ่มเติม   ควรเลือกหนังสือที่สอดคล้องกับพัฒนาการของแต่ละช่วงวัย
      - ประเภทอ่านเพิ่มเติมที่เหมาะสมกับวัย
      - ประเภทอ่านเพิ่มเติมที่ไม่เหมาสมกับวัยเด็ก
4.3.ใบงาน BBL
      - ออกแบบใบงานเป็นขั้นตอน Step - by - step   ออกแบบโดยเริ่มจากง่ายไปหายาก  สร้างกรอบคิด (guidelines)เป็นขั้นเป็นตอน  วิธีนี้ช่วยให้เด็กทำโจทย์ที่ยากได้สำเร็จ
      - ใช้อุปกรณ์เข้าช่วย Worksheet Kits
         1.ข้อมูลที่เคลื่อนที่ได้
         2.ออกแบบให้เป็นเกม
         3.ใช้ของใกล้ตัวที่นักเรียนสนใจหรือชอบ
      - ใช้ Graphic Organizers ช่วยจัดระบบความคิดและข้อมูล
          1.Picture Organnizer
          2.3-D Organizer
          3.ใช้ตาราง
5.สื่อและนวัตกรรมการเรียนรู้
5.1.เลือกใช้สื่อของจริงสามมิติต่างๆที่สอดคล้องกับประเด็นที่ต้องการสอน
      - สื่อของจริง   การใช้สื่อของจริงช่วยให้เด็กเข้าใจ concept ได้ง่าย ควรเลือกสื่อให้เหมาะสมกับประเด็นที่จะเรียนรู้ครอบคลุม  ตอบโจทย์ที่ต้องการครบถ้วน
      - เลือกสื่อที่คิดว่ามีพลังขับเคลื่อนอารมณ์นักเรียนได้   สื่อการเรียนรู้ที่ดี  ต้องมีลักษณะที่ทำให้เด็กรู้สึกว่า  สื่อนั้นใช้งานได้ง่าย  มีอยู่ในชีวิตจริง
      - เลือกเครื่องมือ (tools) ที่จำเป็นต่อการสอน   เลือกเครื่องมือให้สอดคล้องกับวิชาที่จะสอน
5.2.สถานที่และบริบทเหตุการณ์จริง   เรื่องราวเป็นจำนวนมากที่นักเรียนจะต้องเรียน  จำเป็นต้องเรียนจากเหตุการณ์จริง  สถานที่จริง  จึงจะเกิดผลดีต่อการเรียนรู้
      - เรียนรู้ในพื้นที่จริง
      - ลงมือปฏิบัติจริง
      - ทัศนศึกษา
      - จำลองสถานการณ์
5.3.กระดานเคลื่อนที่   กระดานเคลื่อนที่  ถูกออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวก  ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียน  คุณครูสามารถใช้กระดานเคลื่อนที่ในการนำเสนอความรู้ต่างๆ  ทำให้ข้อมูลน่าสนใจขึ้น
      - ติดบัตรคำ  บัตรตัวอักษร
      - นำเสนอชุดความรู้ต่างๆ
      - นำเสนอข้อมูลและ concept ต่างๆ
      - นำเสนอข้อมูลทางคณิตศาสตร์
5.4.บัตรคำ  บัตรตัวเลข  ชาร์ต   บัตรคำ  บัตรตัวเลข  ชาร์ต เป็นสื่อการเรียนรู้ที่จำเป็นและมีค่ายิ่งนักเรียนวัยประถมสนใจสื่อการเรียนรู้ทุกชนิดที่ครูจัดให้  เมื่อมีกระบวนการสอนพร้อมสื่อที่ดีแล้ว  จะช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5.5.ศูนย์สื่อและนวัตกรรม LRC  ( Learning Resource Center )
     - จัดเตรียมศูนย์สื่อ   เป็นที่จัดเก็บอุปกรณ์และสื่อที่พร้อมใช้คุณครูวางแผนไว้ก่อนว่าจะใช้อุปกรณ์อะไรบ้างแล้วจัดซื้อนำมาเก็บไว้  จะแก้ปัญหาเรื่องครูไม่มีเวลาไปซื้อสื่อต่างๆ
     - วางแผนลงมือผลิตสื่อ
        1.คุณครูเป็นผู้ออกแบบและผลิตสื่อการสอน
        2.คุณครูเตรียมอุปกรณ์นักเรียนเป็นผู้ลงมือทำ
        3.จัดเตรียมสื่อการสอนให้ตรงกับเนื้อหาและประเด็นที่สอนรายบท
        4.ใช้แล้วสามารถนำกลับมาใช้ได้อีก
        5.แคตตาล็อกสื่อ LRC
     การปฏิรูปการศึกษาพลิกโฉมโรงเรียน  จะสำเร็จลงได้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมใือของผู้คนทั้งหลายทุกคนจะเข้าร่วมทำการเปลี่ยนแปลงในฐานะ ผู้ลงมือเปลี่ยนแปลง (ChangeMaker)  เขาจะเป็นผู้ทำการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง  วิธีนี้เท่านั้น  ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและชัดเจนทั่าวประเทศ........
                                            
ตัวอย่างการจัดสนามเด็กเล่น























แสดงความคิดเห็น