ประสบการณ์เรื่องจริงในอดีต

พรานบุญตาสู้เสือ
    เมื่อ  30 – 40  ปีก่อนโน้น  ในป่าดงของบ้านหาดแพง  มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมายหลายชนิด  เช่น  ละมั่ง  ละอง  เก้ง  กวาง  เนื้อทราย  หมูป่า  เสือโคร่ง  เสือดาว  และสัตว์อื่นอีกมากมาย  ชาวบ้านหาดแพงมักจะเป็นพรานปืน  อาวุธปืนที่ใช้ยิงสัตว์ในสมัยนั้น  ก็เป็นปืนแก๊ป  ปืนคาบศิลา (ปืนเพลิง)  หน้าไม้  และน่าง (ตาข่ายดักเก้ง)  หอก  และหลาว  เป็นต้น  วิธีจับสัตว์ก็มีหลายวิธี  คือ
1. โห่สัตว์  โดยให้พรานปืนไปสกัดยิงอยู่ชายป่าหรือชายดอน  แล้วคนเข้าไล่สัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่าให้ออกไปหาพรานที่ดักอยู่ข้างหน้า (คนไล่  เรียกว่า  แล่ง  คนที่ให้สัญญาณเสียงเรียกว่า  หัวโยง  คนที่นั่งสกัด  คอยยิงสัตว์  เรียกว่า  พราน)
2.  โห่นาง  เหมือนกันกับโห่ปืน  แต่โห่นางใช้น่าง  หรือตาข่ายขึงดักสัตว์แทนพรานปืน  คนที่เข้าไปไล่สัตว์อยู่ในป่า  เรียกว่า  ไทดอน  คนที่ส่งเสียงสัญญาณ  เรียกว่า  โยง  คนที่เฝ้าน่าง  เรียกว่าคนถือไม้โป้งเป้ง  การจับสัตว์แบบนี้จับเป็น  สัตว์ที่จับได้ก็มี  เก้ง  และหมูป่า (คนอยู่หีหม้อคือคนเฝ้าน่าง)
3.  นั่งห้าง  เป็นการไปทำห้างอยู่บนต้นไม้  ในที่ที่สัตว์ไปกินอาหารในเวลากลางคืน  เช่นหนองน้ำ  ต้นมะขามป้อม  ต้นหมากสมอ  หรือกินดินโป่ง  พรานจะไปนั่งอยู่บนห้างในเวลากลางคืนเดือนหงายและสัตว์มากินอาหารก็จะใช้ปืนยิง  สัตว์ที่เคยยิงได้มี  เก้ง  หมูป่า  ละมั่ง  และ  ละอง
4.  ลัดป่า  โดยใช้วิธีเดินไปตามแนวป่าในเวลาเช้าตรู่  หรือเวลาใกล้จะค่ำ  ตามถิ่นที่มีสัตว์ออกหากิน  โดยมากจะพบเก้ง  การลัดป่านี้จะใช้อาวุธปืน  หรือหน้าไม้  เป็นอาวุธสำหรับยิงสัตว์
เมื่อ  พ.ศ.  2480  ในฤดูแล้งระหว่างเดือนมีนาคม  มีพรานปืน  4  คน  คือพรานบุญตา  ดายังหยุด       พรานสีทา  พัสนวงศ์  พรานกิ  นาหมีด  และพรานพิมพ์  บุพศิริ  ได้ชักชวนกันไปนั่งห้างเพื่อดักยิงสัตว์ที่ลงมากินน้ำในหนองน้ำกลางป่า  ฤดูแล้งน้ำทุกแห่งตามห้วยหนองจะแห้งไปเกือบหมด  คงเหลือแต่หนองน้ำสองสามแห่งเท่านั้น  สัตว์ป่าในแถบนั้นจะลงกินน้ำเป็นประจำ  แต่ละหนองพรานก็ไปทำห้างไว้สำหรับดักยิงสัตว์อยู่ก่อนแล้ว  แต่ละครั้งก็เคยยิงได้เก้ง      และหมูป่า  หลายตัวแล้ว
ในตอนเย็นวันนั้น  พรานบุญตา  พร้อมเพื่อนพรานออกไปนั่งห้างตามเคย  เมื่อไปถึงหนองน้ำแล้ว  พรานบุญตา  จึงสั่งให้  พรานสีทาไปนั่งห้างที่หนองพงโพด  พรานพิมพ์ไปนั่งที่หนองหญ้าปล้อง  พรานกิให้ไปนั่งที่หนองทับควาย  ส่วนพรานบุญตาที่เป็นหัวหน้าจะไปนั่งที่หนองทางเกวียน  พอไปถึงก็เห็นน้ำในหนองแห้งงวดไปหมดแล้ว  จึงเปลี่ยนใจไปเดินลัดป่าเพี่อแสวงหาสัตว์ที่ออกหากินในตอนใกล้จะค่ำ  แต่ในเย็นนั้นได้เดินไปตามแนวป่า  แนวดอนตั้งหลายแห่ง  ก็ไม่พบเนื้อสัตว์ใดๆเลย  เวลาค่ำจึงกลับไปพักนอนที่บ้านคำไฮ  เมื่อรุ่งวันใหม่จึงจะออกไปหาพรานเหล่านั้น
คืนนั้นเป็นคืนเดือนหงาย  แสงเดือนข้างขึ้นส่องสว่างไปทั่วบริเวณหนองน้ำและแนวป่าพรานทั้งสามนั่งอยู่บนห้างคอยระวังว่า  ในคืนนี้คงจะมีเนื้อสัตว์อย่างใดอย่างหนึ่งลงมากินน้ำอย่างแน่นอน  อย่างน้อยก็ต้องเป็นเก้ง  หรือละมั่ง  เพราะเห็นรอยตีนเหยียบย่ำอยู่ตามริมหนองน้ำ  ทั้งรอยเก่าและรอยใหม่อยู่มากมาย  แต่ละคนก็คอยจ้องตาดูอยู่ตลอดทั้งคืน  จนไก่ป่าขันจ้าขึ้นหลายหน  ก็ไม่เห็นเนื้อสัตว์อะไรลงมายังหนองน้ำนั้นเลย  เสียงไก่ป่าขันกระชั้นเข้าทุกที  มองดูทางทิศตะวันออกเห็นแสงอาทิตย์ส่องสว่างขึ้นมาเรืองๆ  ใกล้จะสว่างขึ้นมาทุกขณะ  พรานสีทา  ที่นั่งห้าง  ที่หนองพงโพด  ปรากฏมีเสียงดังของใบตองแห้งในฤดูแล้ง  ดังสวบสาบมาทางแนวป่า  และเสียงนั้นก็ตรงลงยังหนองน้ำ  ตามองไปทางเสียงพร้อมกับมือประคองปืนแก๊ปอยู่ในมือ  ยกขึ้นพาดราวไม้ที่เตรียมไว้อย่างระวัง  ทันใดนั้นก็เห็นไอ้เสือดาวตัวใหญ่ยาวประมาณ  5  ศอกเศษ  เดินตรงลงมายังหนองน้ำและก้มลงกินอย่างกระหายหิว  พรานสีทา  ไม่รอช้า  รบขึ้นนกปืนแก๊ปทันที  ยกปืนขึ้นประทับบ่า  เล็งปากกระบอกปืนตรงไปยังเป้าหมายที่เสือดาว  พร้อมกับเหนี่ยวไกปืนอย่างเร็วพลัน  เสียงปืนระเบิดดังสะท้านไปทั่วแนวป่า  เพื่อนพรานที่นั่งอยู่คนละแห่งได้ยินเสียงปืนอย่างชัดเจน  และคิดในใจว่าพรานสีทาต้องยิงได้เนื้อเก้ง  หรือละมั่ง  อย่างแน่นอน
พรานสีทาเมื่อยิงปืนใส่ไอ้เสือดาวแล้ว  ก็คอยจ้องไปยังเป้าหมาย  พอควันดินปืนจางหายไปก็มองไปเห็นไอ้เสือดาวนอนดิ้นอยู่กับที่  ก็รู้ว่าไอ้เสือดาวถูกปืนเข้าอย่างจัง  จึงรีบบรรจุดินปืนอีก  หมายจะยิงซ้ำสอง  แต่ไม่ทันใด  พรานสีทาบรรจุดินปืนลงกระบอกปืนยังไม่เสร็จ  ไอ้เสือดาวก็ร้องครวญครางเกลือกกลิ้งเข้าไปในชายป่า  หมายจะยิงอีกเป็นครั้งที่สองก็ยิงไม่ทัน  เสือดาวล้มลุกคลุกคลานและร้องไกลออกไปเรื่อยๆ  จึงไม่สามารถประชิดเสือดาวให้ตายคาที่ได้
พรานบุญตา  ที่เป็นหัวหน้าพราน  ในคืนนั้นได้ไปนอนพักอยู่ที่บ้านคำไฮ  และได้ฝันไปว่า “มีผู้หญิงสาวสวย  ใส่เสื้อลายดอก  ซิ่นลายมัดหมี่  ได้หลงรักพรานบุญตา  พรานบุญตาห้ามปรามเท่าไรก็ไม่เชื่อฟัง  ยิ่งห้ามก็ยิ่งเข้าเกี้ยวกอดหมายจะเอาไปเป็นผัว”  พอตื่นขึ้นจึงเล่าให้ญาติฟัง  ญาติก็ทำนายว่า  ฝันอย่างนี้มีโชค  ถ้าไปหาปลาก็จะได้ปลาตัวใหญ่  ถ้าไปยิงเนื้อก็จะได้เนื้อสมปรารถนา  เมื่อแก้ฝันเสร็จ  พรานบุญตารีบลุกจากที่นอน  จับปืนคาบศิลาเตรียมตัวออกป่าไปในเวลาเช้ามืดนั่นเอง
พรานบุญตา  เดินจากบ้านคำไฮไปหน่อยหนึ่งก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น  ก็คิดว่าคงเป็นพรานคนใดคนหนึ่งยิงเนื้อเก้ง  หรือหมูป่า  จึงรีบเดินไปยังเสียงปืนนั้น  เมื่อเดินไปถึงลำห้วยขอนแก่น  ซึ่งเป็นลำห้วยหนึ่งขยองหนองหญ้าปล้อง  น้ำในลำห้วยไม่มี  แห้งขอดเพราะเป็นฤดูแล้ง  พรานบุญตาได้ยินเสียงใบไม้ดังเปราะแปะมาตามลำห้วย  แต่มองไปไม่เห็นอะไร  เพราะตลิ่งห้วยสูงชันและมีป่าไม้บัง  พรานบุญตาจึงเดินเลาะลงไปตามทางเกวียนจนถึงลำห้วย  ในขณะเดียวกันพรานบุญตาก็เตรียมจับปืนคาบศิลากราบอกยาว  9  คืบ  อยู่ในท่าเตรียมพร้อมอย่างนักล่าสัตว์ทั้งหลาย  พอดีลงไปถึงลำห้วยพรานบุญก็ประเชิญกับไอ้เสือดาวอย่างกระชั้นชิด  ห่างตัวเพียงวาเดียวเท่านั้น  พรานบุญตายกปืนขึ้นจะยิงแต่ไอ้เสือดาวก็ไวเหลือเกิน  กระโดดคาบปากกระบอกปืนพอดี  พรานบุญตาใช้ปืนยันปากเสือไว้  จนปากกระบอกปืนบี้  ดันกันไปดันกันมา  ในที่สุดเสือคาบปืนหลุดออกจากมือพรานบุญตา  และโดดเข้าใส่ทันที  พรานบุญตากระชากมีดปลายแหลมออกจากฝักหมายจะพุ่งแทงเจ้าเสือดาว  แต่ไอ้เสือดาวก็ตะปบมีดหลุดจากมือพรานบุญไปอีก  ตอนนี้พรานบุญตาไม่มีอาวุธอะไรอยู่ในมือเลย  จึงรีบวิ่งหนีหาที่พึ่งไปอาศัยต้นไม้เล็กๆ  ต้นหนึ่ง  เป็นต้นหนามแท่ง  ส่วนไอ้เสือดาวก็ตามติดมาไม่ลดละ  พรานบุญตาคิดในใจว่าจะหนีไปไหนก็คงไม่รอดแน่  จึงได้หันหน้าเข้าต่อสู้กับไอ้ดาว  ตอนแรกใช้ลูกไม้มวยไทยเข้าสู้ด้วยการชกต่อยและเตะจนถึงการกอดปล้ำกันอย่างพันละวัล  ต้นหนามแท่งที่ใช้กำบังเมื่อแรกมีหนามเยอะ  แต่ตอนหลังนามไม่มีเลย  ไม่รู้ว่าทิ่มแทงเสือหรือพรานบุญตา  ฝ่ายเจ้าเสือดาวใช้กรงเล็บขีดข่วนและกัดพรานบุญตาจนเลือดไหลโชกท่วมร่างกาย  แต่พรานบุญตา  ต้องอดทนต่อสู้  จนในที่สุดพรานบุญตาใช้มือทั้งสองคว้ากำคอไอ้เสือดาวได้และกดบีบอย่างสุดแรงเกิด  ไอ้ดาวหายใจไม่ได้ก็หมดแรงอ่อนเปลี้ยลง  พรานบุญตาได้ท่ารีบขึ้นขี่หลังไอ้เสือดาวทันที  มือทั้งสองยังกดบีบคอเสือไว้แน่น  จนไอ้เสือดาวหมดแรงหมอบราบลงกับพื้นและขาดใจตายในที่สุด
การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดตั้งแต่เช้าตรู่จนตะวันส่องแสงสว่างไปทั่วทุกแห่งหน  เสียงร้องของเสือและของพรานบุญตาร้องให้ช่วย  ได้ยินไปถึงพรานสีทา  พรานกิ  และพรานพิมพ์  พรานทั้งสามจึงรีบมายังเสียงนั้น  พอมาถึงก็เห็นพรานบุญตาขึ้นนั่งอยู่บนหลังเสือ  มือทั้งสองยังบีบอยู่ที่คอเสืออย่างเหนียวแน่น  พรานกิจึงรีบชักมีดแทงลงไปยังคอเสือทันที  แล้วช่วยเอาพรานบุญตาออกจากหลังเสือ  ทีแรกพรานบุญตาบอกว่าไม่เป็นไร  แต่ดูสภาพแล้วพรานบุญตาบาดเจ็บสาหัสมาก  เพราะมีบาดแผลอยู่หลายแห่ง  โดยเฉพาะที่ศีรษะมีมันสมองไหลออกมา  ทุกคนก็คิดว่าพรานบุญตาคงไม่รอดแน่  จึงเอาผ้าห่มทำเปลหามพรานบุญตาส่ง  ชาวบ้านได้ยินข่าวต่างพากันมาช่วย  ใครมียาอะไรก็เอามาเยียวยา  พรานบุญตาทนพิษบาดแผลไม่ได้  ก็สิ้นชีวิตในวันต่อมา
นี่แหละคนเรา  เมื่อหนีไม่พ้น  ถึงแม้จะเสี่ยงชีวิตก็ต้องต่อสู้
แสดงความคิดเห็น