ข้อดีข้อเสียขององค์การเป็นทางการกับองค์การที่ไม่เป็นทางการ

ตอนที่ 1 ข้อดีข้อเสียขององค์การเป็นทางการกับองค์การที่ไม่เป็นทางการ
รูปแบบขององค์การ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
                  1. องค์การแบบทางการ (Formal organisation) คือ องค์การที่มีรูปแบบโครงสร้างที่แน่นนอนตายตัว สามารถเขียนเป็นแผนผังองค์การได้ชัดเจน มีลักษณะลดหลั่นเป็นขึ้นตามสายการบังคับบัญชา การประสานงานจะเป็นแบบทางการ

            ข้อดี
1. การแบ่งงานกันทำอย่างชัดเจน
2. หลักการบังคับบัญชา
3. กฎ ระเบียบที่กำหนดไว้อย่างเป็นทางการ
4. มีบุคลากรฝ่ายบริหาร
5. ความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหาร
6. ระบบการพิจารณาความดี ความชอบ
            ข้อเสีย
1. ยึดระเบียบกฎเกณฑ์มากจนเกินไป
2. การเข้มงวดในเรื่องการบังคับบัญชา
3. สมาชิกขององค์การอาจไม่กล้ายอมรับหน้าที่ในส่วนของตนเอง
4. องค์การไม่เป็นทางการ
                  2. องค์การแบบไม่เป็นทางการ (Informal organisation) คือ การรวมกลุ่มของบุคลากรในองค์การเป็นเครือข่ายซึ่งความสัมพันธ์จะไม่มีรูปแบบที่ตายตัว องค์การแบบนี้จะแฝงตัวอยู่ในองค์การแบบทางการ และไม่สามารถเขียนเป็นแผนผังองค์การได้ เช่น กรณีที่พนักงานในฝ่ายบุคคลมักจะรวมกลุ่มกับพนักงานฝ่ายตลาดรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน พนักงานฝ่ายผลิตมักมีการพบปะสังสรรค์กับพนักงานฝ่ายพัสดุเป็นประจำ เป็นต้น
ข้อดีขององค์การแบบไม่เป็นทางการ
                1. ช่วยให้การทำงานขององค์การบรรลุวัตถุประสงค์ได้โดยสะดวก
                2. เสริมสร้างขวัญและกำลังใจของผู้ร่วมงาน
                3. สร้างความสามัคคี
                4. ส่งเสริมการประสานงานเนื่องจากสื่อสารได้รวดเร็ว
                5. ให้ข้อมูลที่ไม่ปรากฎในการรายงานผลตามสายงาน
                6. สนองความต้องการทางสังคม
ข้อเสียขององค์การแบบไม่เป็นทางการ
              1. อาจมีเป้าหมายที่ขัดแย้งกับเป้าหมายขององค์การแบบเป็นทางการ
              2. เป็นแหล่งแพร่กระจายของข้อมูลที่บิดเบือนความจริง
              3. ก่อให้เกิดการแบ่งพรรคพวก
              4. ก่อให้เกิดอำนาจที่ไม่เป็นไปตามสายงานซึ่งอาจเป็นการสร้างความกระด้างกระเดื่อง ต่อต้าน              องค์การ
คุณลักษณะสำคัญขององค์การที่มีแบบแผนเป็นทางการ  มีดังนี้
                 1) มีการแบ่งงานกันทำโดยมีการกำหนดอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบที่ชัดเจน  และแต่ละตำแหน่งมีการกำหนดหน้าที่เป็นทางการ
2) มีการจัดสายการบังคับบัญชาลดหลั่นกันลงมา 
3. มีการคัดเลือกและส่งเสริมบุคคลบนพื้นฐานของความรู้ความสามารถที่เหมาะสมกั
ตำแหน่ง
                 4) มีการเขียนกฎระเบียบ  วิธี  ปฏิบัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
                5) ใช้ความเป็นทางการและหลักเหตุผลในการปฏิบัติงานในองค์การ
      ต่อมาเมื่อองค์การขยายตัวมีบุคลากรมาก  สายการบังคับบัญชามาก  กฎระเบียบถูกสร้างขึ้นมาก  ทำให้เกิดข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพจึงเกิดองค์การ ยุคหลังองค์การที่มีแบบแผนเป็นทางการ  โดยการปรับตัว ดังนี้
      1) การเปลี่ยนแปลงแนวทางการจัดโครงสร้างองค์การจากแนวดิ่งมาเป็นแนวราบ  (Flat organization)  มีสายการบังคับบัญชาสั้นลงหรืออีกนัยหนึ่งเป็นการลดขนาดขององค์การ  (Down sizing) การจัดโครงสร้างองค์การตามแนวราบ  ได้แก่  การจัดโครงสร้างแบบโครงการ (Project organization) การจัดโครงสร้างองค์การแบบเมทริกซ์ (Matrix organization)  การจัดโครงสร้างองค์การแบบข้อมูล  (The information based organization)
      2)   การกระจายอำนาจ  (Decentralization)  ให้ระดับผู้ปฏิบัติงานล่างลงมามีอำนาจการตัดสินใจเกี่ยวกับการคิดเอง  ทำเอง  และแก้ปัญหาด้วยตัวเอง  การปรับตัวในลักษณะนี้ก่อให้เกิดแนวคิดการปรับองค์การที่มีชื่อเรียกต่าง ๆ คือ  reorganizing,  reengineering, restructuring, reinventing
การรวมอำนาจและการกระจายอำนาจในองค์การ
      การรวมอำนาจและการกระจายอำนาจในองค์การจะต้องทำให้เหมาะสมกับลักษณะงาน  ว่าควรรวมอำนาจหรือกระจายอำนาจ  ซึ่งอาจทำได้กรณีใดกรณีหนึ่งต่อไปนี้
     ก. สถานที่ตั้งอยู่รวมกัน  และการจัดองค์การแบบรวมอำนาจ
     ข. สถานที่ตั้งแยกกัน  และการจัดองค์การแบบรวมอำนาจ
     ค. สถานที่ตั้งแยกกัน  และการจัดองค์การแบบกระจายอำนาจ
     ง. สถานที่ตั้งอยู่รวมกัน  และการจัดองค์การแบบกระจายอำนาจ
      1.การจัดองค์การแบบรวมอำนาจ เป็นการรวมกิจกรรมที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน  ปฏิบัติอยู่ในหลายฝ่ายขององค์การ อยู่ภายใต้การควบคุม  สั่งการ ฯลฯ ของบุคคลคนเดียว
                ข้อดี คือ วิธีการปฏิบัติงานและบริหารงาน สามารถกำหนดรูปแบบเดียวกัน เกิดมาตรฐานในการปฏิบัติงาน  ลดต้นทุนการปฏิบัติงานของสำนักงาน  และทำให้บุคลากรเกิดความชำนาญเฉพาะอย่าง
                ข้อเสีย  คือการบริหารงานล่าช้าเพราะมีการปฏิบัติตามขั้นตอนต่าง ๆมาก  และผู้บริหารระดับสูงไม่สามารถควบคุมกิจการได้ทั่วถึง
      2.การจัดองค์การแบบกระจายอำนาจ  เป็นการมอบอำนาจหน้าที่  ความรับผิดชอบ การควบคุมและการตัดสินใจให้หน่วยงานต่าง ๆ
ข้อดี    คือการปฏิบัติงานและการบริหารเป็นไปอย่างรวดเร็ว ถูกต้องและเหมาะสมกับสถานการณ์แต่ละอย่างเป็นการแบ่งส่วนกลางให้ลดลง  ทำให้บุคลากรมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว
ข้อเสีย  คือ มีการกระจายอำนาจมากเกินไป ทำให้การควบคุมดูแลไม่ ทั่วถึง อาจเกิดผลเสียได้  ต้นทุนการปฏิบัติงานเพิ่มขึ้น  และมาตรฐานการปฏิบัติงานบางหน่วยงานอาจไม่ดีพอ
      3.การจัดองค์การแบบรวมอำนาจ  และกระจายอำนาจซึ่งเป็นการรวมเอาทั้งสองแบบมาใช้ร่วมกัน  โดยมี  2  ลักษณะ  คือ
              ก. กระจายอำนาจให้หน่วยงานต่าง ๆ รับผิดชอบในงานของตน  เพื่อให้มีการประสานงานองค์การแล้วจึงรวมอำนาจให้บุคคลหนึ่งควบคุมงานของหน่วยงานต่าง ๆ
              ข. รวมอำนาจองค์การที่สำคัญบางชนิดให้ผู้บริหารระดับสูงรับผิดชอบ  และกระจายงานบางอย่างให้หน่วยงานต่าง ๆ ควบคุม
      การรวมอำนาจ (Centralization) – อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ผู้บริหารสูงสุดของสายบังคับบัญชา (hierarchy) ในองค์การ
      การกระจายอำนาจ (Decentralization) – อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ผู้บริหารหรือผู้ปฏิบัติงานระดับล่างขององค์การ 
2.การเปรียบเทียบการจัดการองค์การตามแนวคิดตะวันออกและตะวันตก
                ข้อเปรียบเทียบ จุดเด่น และจุดด้อยบางประการ ของทฤษฏีภาวะผู้นำตะวันออก ที่ปัจจุบัน แม้แต่ผู้บริหาร หรือ ผู้นำ ชาวตะวันตกเอง ก็ให้ความสนใจ และใฝ่หาที่จะเรียนรู้ และเข้าถึงหลักปรัชญาแห่งตะวันออกนี้ให้ได้ อีกทั้งในปัจจุบัน การเกิดขึ้นของโลกาภิวัตน์ ที่ทุกองค์ความรู้ต่างๆ สามารถส่งผ่านไปยังทั่วทุกมุมโลกได้ จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจแต่ประการใด ที่เราจะพบว่ามีความพยายามนำเอาหลักคิดเรื่องภาวะผู้นำของทั้งโลกตะวันตก และตะวันออกมาใช้คู่กัน ในโลกปัจจุบันที่เราเรียกว่า โลกาภิวัตน์ หรือ กระแสโลกาภิวัตน์ ที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นนั้น ค่อนข้างจะยากที่จะแยกแยะระหว่างอะไรที่เป็นองค์กรตะวันออก หรืออะไรคือ ตะวันตก หรือระบบตะวันออกกับตะวันตก  organization development” ข้อสังเกตที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การนำเอาหลักปรัชญาของภาวะผู้นำแบบจีน มายกเป็นกรณีศึกษาให้เห็นข้อแตกต่างกับของผู้นำตะวันตกซึ่งมีใจความหลักอยู่สามประการ คือ
1. เหรินมากจากคำว่า เหรินซือผังคือ การที่ผู้นำต้องมีความเอื้อเฟื้อ หรือ Benevolence ต้องคิดถึงคนอื่นเป็นสำคัญ
2. อี้หรือ Righteousness คือ การยึดถือ ความถูกต้องเป็นที่ตั้ง
3. เต๋อมาจากคำว่า เต้าเต๋อหรือ Morality คือ ต้องมี จรรยาธรรม
              คนที่เป็นผู้นำต้องมีคุณภาพสามชนิดนี้ก่อนถึงจะเป็นผู้นำได้ แต่ก็จะต้องประกอบไปด้วยปัจจัยที่จะมาส่งเสริมให้เกิดภาวะดังกล่าวขึ้นได้ นั่นก็คือ timing หรือ เทือนสือ” geography หรือ ตี้หลี่และ human relationship หรือ เหรินเหอคือต้องมี ทั้งเวลาที่เหมาะสม สถานที่ที่ถูกต้อง และต้องมีพรรคพวก ไม่เช่นนั้น แม้เราจะเดินไปตามวิถีทางในหลักปรัชญา เหริน” “อี้” “เต๋ออย่างเคร่งครัดสักเพียงใด ก็คงไม่อาจสัมฤทธิผลในฐานะที่เป็นผู้นำได้
              เมื่อผ่านขั้นต้นของกระบวนการคิดที่จะนำไปสู่ความเป็นผู้นำได้แล้ว ผู้นำนั้นต้องมี interpersonal relationshipหรือความสัมพันธ์กับผู้ถูกนำในองค์กร เราต้องเป็นนักจิตวิทยา คอยติดตาม รับฟังปัญหา ความคิดเห็น เรื่องส่วนตัว จิปาถะต่างๆ ของผู้ถูกนำ ไม่เหมือนกับแนวคิดของตะวันตก ที่งานเลิกทุกอย่างคือ จบ แต่ของตะวันออกนั้น เมื่อเลิกงาน เราอาจจะต้องไปสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงาน หรือเจ้านาย รวมถึงการที่ผู้นำจะต้องเป็นผู้นำ คือ การที่ผู้นำต้องเป็นต้นแบบของผู้ถูกนำในองค์กร เช่น ผู้นำต้องหมั่นแสวงหาความรู้ใหม่ๆ ต้องเป็นผู้ที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้รับ ได้ไปสัมผัส เจตนารมณ์ และเป้าหมายขององค์การส่งผ่านไปยังผู้ถูกนำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องด้วยทุกวันนี้องค์ความรู้ต่างๆ ในโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นถ้าหากผู้นำไม่คอยติดตามอย่างสม่ำเสมอแล้วนั้น ก็จะส่งผลให้องค์การเสียเปรียบ ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคโลกาภิวัตน์ได้
การสร้าง เครือข่าย ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ด้วยที่ในตะวันออกนั้น ถ้าไม่มีการเชื่อมต่อ ภาวะผู้นำก็ไม่สามารถเกิดได้ เรื่องนี้ค่อนข้างแตกต่างจากตะวันตกที่มองเรื่อง connection เป็นเรื่องของการทุจริต คอรัปชั่น แต่ในแนวคิดของตะวันออกจะต่างออกไป
              ประเด็นถัดมา คือ เรื่องของการใช้อำนาจที่เรียกได้ว่าเป็นกุโศโลบาย ตะวันตกก็เอาไปใช้มาก มีวิธีการอะไรต่างๆ ของผู้นำในการบรรลุจุดมุ่งหมาย ซานซือลิ่ว ในภาษาจีนคือ 36 จี้ คือ trick ซุนจื่อก็พูด แต่ ซานซือลิ่วจี้ยิ่งชัดเจนใหญ่ เป็นแผน 36 ชนิดในการใช้อำนาจของผู้นำ กับการใช้ยุทธศาสตร์ ที่ต้องมีความกล้า กล้าที่จะตัดสินใจในสิ่งที่มีความท้าทาย อย่างในกรณีของผู้บริหาร Panasonic ส่วนที่เหลือ ก็จะเป็นการว่าด้วยเรื่องของ การที่ผู้นำต้องมีความรับผิดชอบ ต้องมีความอดทนต่อภาวะที่ไม่อาจจะคาดเดาถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นได้ที่ว่า เวลาลำบากเขาจะบอกว่าเมฆมา ท้องฟ้ามืดไปหมด นี่คือคำพูดของจีน ยอมอดทนนิดหนึ่ง ท้องฟ้าก็จะใส นี่คือคำพังเพยที่เรามักจะได้ยินหรือมีการเขียนแขวนไว้ ติดเอาไว้ในที่ทำงานของผู้นำ คือเพื่อเตือนสติเราว่า บางครั้งไม่ว่าเราลำบากแค่ไหนให้อดทนไปนิด เพราะว่าองค์กร การจัดลักษณะขององค์กรตะวันออกนั้น ผู้นำมีบทบาทมาก สามารถที่จะเปลี่ยน ที่จะตัดสินใจ
                ถัดมาเป็นประเด็นเรื่อง ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีคำพังเพยของจีนกล่าวว่า ขุนนางต้องมีอกกว้าง นั่นคือ ความใจกว้าง ผู้นำต้องมีความใจกว้างเพียงพอ จีนมีคำพังเพยอย่างหนึ่ง กล่าวว่า ผู้นำประเทศตรง (ไม่ได้หมายถึงกษัตริย์ แต่เป็นผู้นำที่รองลงมาจากกษัตริย์ ก็คือนายก หรือขุนนาง) จะต้องมีอกที่กว้างพอที่จะพายเรือได้ นั่นก็คือจะต้องมีหัวใจ มีใจใหญ่พอที่จะให้อภัย เอื้อเฟื้อ คนอื่นๆ ที่อยู่กับเรา หรือมีส่วนรับผิดชอบในความล้มเหลว
                ส่วนการจัดการองค์การตามแนวคิดตะวันตก ได้มีผู้ศึกษาอย่างเป็นระบบเอาไว้เมื่อกว่าร้อยปีมาแล้ว โดยนักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน Max Weber (18    ) ซึ่งได้เรียกองค์การในอุดมคติของเขาว่า bureaucracy อันมีรากศัพท์มาจากภาษาฝรั่งเศส ซึ่งคำว่า bureau แปลว่า สำนักงานในปัจจุบัน นักวิชาการและผู้ศึกษาเกี่ยวกับองค์การ จึงได้ใช้เรียกองค์การในแบบดั้งเดิมนี้ว่า bureaucracy (Max Weber, The Theory of Social and Economic Organisation, Free Press, 1947 trnaslated and edited by A. M. Henderson and T. Parsons, pp. 328-40.)
ประเภทขององค์การ 
          แนวคิดของ Etzioni ได้จำแนกประเภทขององค์การเอาไว้เป็น 3 ประเภท ตามลักษณะของสิ่งที่ทำให้คนตามความต้องการขององค์การ (compliance) ซึ่งจะนำเสนอดังต่อไปนี้
          1. องค์การที่ใช้กำลังบังคับเพื่อทำให้คนทำตาม (coercive organizations) องค์การประเภทนี้ที่ชัดเจน ได้แก่ คุก สถานกักกัน ค่ายเชลยศึก เป็นต้น 
          2. องค์การที่เน้นการให้ค่าตอบแทนเพื่อให้คนทำตาม (calculative organizations) องค์การประเภทนี้ได้แก่ องค์การห้างร้าน อุตสาหกรรม และงานบริการทั้งหลาย ที่คนทำงานให้โดยมีค่าตอบแทนเป็นสิ่งจูงใจให้คนทำตามให้กับองค์การ
          3. องค์การที่เน้นนามธรรมเป็นผลตอบแทนในการทำให้คนทำตาม (normative organizations) สิ่งที่เป็นนามธรรมนั้นมีได้หลายอย่าง มันอาจเป็น เกียรติยศ ชื่อเสียง การได้รับคำสรรเสริญ การได้ความสุขใจ การอุทิศให้กับส่วนรวม องค์การประเภทนี้ได้แก่ วัด พรรคการเมือง มูลนิธิอาสาพัฒนา เป็นต้น และทั้งนี้อาจมีองค์การประเภทลูกประสม (dual-typed organizations) คือเป็นส่วนที่มีใช้ระบบที่ทำให้คนเข้าร่วมด้วย  หรือยอมตามกลุ่มจากแรงงานหลายทาง เช่น ให้ได้ทั้งค่าตอบแทนที่เป็นเงินทอง คำนวณเป็นผลตอบแทนได้ และการให้ทั้งชื่อเสียงเกียรติยศ เช่นมหาวิทยาลัย องค์การวิชาชีพ เช่นแพทย์ วิศวกร นักประดิษฐ์ หรือเป็นกองทัพในยามสงคราม คือถ้ารบชนะก็ได้เกียรติยศและชื่อเสียง แต่ถ้าหนีสงคราม หนีทัพ ก็มีสิทธิถูกขึ้นศาลทหาร เป็นต้น
แนวความคิดของ Toffler
          Alvin Toffler ได้จำแนกประเภทองค์การในยุคสมัยปัจจุบันของเขาที่แม้จจะมีพื้นฐานมาจากองค์การแบบดั้งเดิม ยังเป็นระบบราชการ หรือเอกชนขนาดใหญ่ แต่บางส่วนก็ได้มีการปรับตัวเองให้แตกต่างไปจาก สภาพความเป็น bureaucracy ดั้งเดิมเอาไว้ อย่างน่าสนใจดังต่อไปนี้
          ระบบราชการของไทยจัดได้ว่ามีลักษณะเช่นนี้ ตรงที่มีพรรคการเมืองเข้ามาสอดแทรก  ก็ทำให้มีข้าราชการจำนวนหนึ่งที่อาศัยช่องทางการเข้าสู่ตำแหน่งและอำนาจราชศักดิ์ด้วยวิธีการของการเมือง เพราะในท้ายสุดนั้น นักการเมืองสามารถเข้ามายุ่งเกี่ยวในระบบโยกย้ายข้าราชการได้ในระดับล่างมากทีเดียว แม้สิ่งนี้จะไม่ปรากฏในระเบียบหรือกฏหมาย 
องค์การแบบเจ้าขุนมูลนาย (The Feudal Organization)
          Toffler มองระบบเจ้าขุนมูลนายที่ยังหลงเหลืออยู่คือในมหาวิทยาลัยนั้นเอง โดยเขาให้ความเห็นว่า บรรดาอาจารย์มหาวิทยาลัยนั้นเหมือนเป็น ท่านขุน หรือ Baron มีนิสิตนักศึกษาช่วยวิจัยและช่วยสอนเป็นระดับลองลงมา เหมือนเป็น ทหารรับใช้ตามอัศวิน หรือที่เรียกกันว่า serfs และบรรดาอาจารย์นั้นก็ทำตัวเหมือนกับเจ้าครองนคร ทั้งหลาย ที่มักจะต้องสู้รบตบมือกับระบบที่เข้ามาครอบครอง นั้นคือระบบบริหารของมหาวิทยาลัย เขาคงมองว่าเป็นบรรยากาศคล้ายๆกับสังคมยุโรปในยุคกลาง ที่มีรัฐอิสระเล็กๆมากมาย และก็มีความพยายาม ที่จะรวมไปสู่ความเป็นประเทศ แต่ก็ได้รับการต่อต้านจากบรรดาผู้ครองนครทั้งหลายอยู่ในที 
องค์การแบบทีมนักวิชาชีพ (The Self-Start Team)
          เป็นองค์การแบบขนาดไม่ใหญ่ ที่เป็นการริเริ่มเองโดยกลุ่มที่เป็นนักวิชาชีพ มีการเชื่อมต่อกันด้วยระบบเครือข่ายอีเลคโทรนิค เป็นศูนย์กลางของข้อมูลในการติดต่อ ทำงานเหมือนกับเป็น Freelance คือทำงานอย่างเป็นอิสระ ไม่เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทใหญ่ มีการขายบริการ แต่ก็ไม่ได้ทำตามลำพังเพราะต้องอาศัยการเชื่อมโยงกับบริษัท หรือองค์การอื่นๆ งานประเภทนี้ต่อไปจะมีมากขึ้น จะทำได้เพราะเป็นองค์การที่ไม่ใช้ทุนทรัพย์สูง แต่เป็นเรื่องของการใช้ความสามารถทางวิชาชีพ ที่ผู้ปฏิบัติงานเองก็ไม่ประสงค์จะรับผลประโยชน์แบบเป็นเงินเดือนตายตัว และบริษัทขนาดใหญ่เองก็ไม่อยากเสี่ยงกับคาใช้จ่ายที่สูง แต่ไม่ได้งานที่มีคุณภาพ ตัวอย่างของงานประเภทนี้ได้แก่ การออกแบบชิ้นงาน การจัดทำแม่พิมพ์ที่เป็นทั้งพลาสติกและโลหะ การเป็นศูนย์นักข่าวประจำเขต การเป็นนายหน้าให้กับบริษัท แสวงหาคน ทรัพยากร สถานที่ ฯลฯ
องค์การแบบ matrix
          เมื่อภาคธุรกิจได้มีองค์การที่เติบใหญ่ และมีความอุ้ยอ้ายในการดำเนินการ โดยเฉพาะในการทำงานที่ ต้องอาศัยความคล่องตัว ต้องมีการใช้ความคิดริเริ่ม หรือการต้องค้นคว้าประดิษฐ์สิ่งใหม่  พัฒนาผลิตภัณฑ์และ บริการใหม่ๆ แทนที่จะปล่อยให้มีการจัดการแบบองค์การตามสายงานปกติ ก็ให้มีระบบสายงานที่มีระดับแนว ระนาบเข้ามาสรวมด้วย เป็น lateral authority ซึ่งทำให้มีระบบหน่วยงานซ้อนกัน มีระบบที่ทำให้คนแต่ละคน     มีผู้บังคับบัญชาซ้อนกัน
              กล่าวโดยสรุป แนวคิดของภาวะผู้นำตะวันออกนั้น มีข้อดีอยู่มากมายก็จริง แต่อย่างไรก็ดี เราคงต้องพิจารณานำเอามาประยุกต์ใช้กับแนวคิดของตะวันตกด้วย โดยนำแนวคิดของทั้ง 2 ฝั่งมาปรับให้เข้ากับบริบทขององค์การของเราเอง  โดยมีเป้าหมายสุงสุดคือความสำเร็จขององค์การเป็นที่ตั้ง  โดยผู้นำเองต้องนำเอาศาสตร์ และศิลป์ทั้งสองสายมาปรับใช้ให้เข้ากับองค์การในยุคโลกาภิวัตน์ที่มีแต่ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
  ตอนที่ 2
ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นผู้บริหารองค์การ ซึ่งจะต้องบริหารองค์การให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตามเป้าหมาย วิสัยทัศน์ และพันธกิจขององค์การ ข้าพเจ้ามีแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารองค์การในประเด็นต่อไปนี้ ดังนี้คือ
1.ถ้าให้ทุกคนในองค์การทำงานอย่างมีความสุข มีความมุ่งมั่นต่อการปฏิบัติหน้าที่เพื่อบรรลุตามเป้าหมาย โดย
การมุ่งให้ทุกคนในองค์การเรียนรู้และทำความเข้าใจกระบวนการทำงานเพื่อเป็นพื้นฐานในการนำไปบริหารจัดการกิจการงาน ผู้บริหารเองจำเป็นต้องศึกษากระบวนการบริหารเพื่อให้การทำงานเป็นไปตามขั้นตอนการทำงาน ไม่ให้ ขั้นตอนการทำงานซ้ำซ้อนกัน ซึ่งเป็นการเสียเวลา ทำให้ต้นทุนสูงโดยไม่เกิดประโยชน์ต่อองค์การ โดยอาศัยองค์ประกอบของกระบวนการบริหาร การจัดโครงสร้างตามทฤษฎีพฤติกรรมศาสตร์ (The Behavioral Approach)ทฤษฎีเชิงระบบของลิเคิร์ท (องค์การแบ่งออกเป็น 8 มิติ)
-  ภาวะผู้นำ leadership
-  การจูงใจ Motivation
-  การสื่อสาร Communication
-  ปฏิสัมพันธ์ Interaction
-  การกำหนดเป้าหมาย Goal setting
-  การวินิจฉัยสั่งการ Decision making
-  การควบคุม Control
-  ผลการดำเนินการตามเป้าหมาย Performance goals
System 1 : เป็นองค์การแบบดั่งเดิมที่เน้นหนักความสำคัญไปที่อำนาจหน้าที่อย่างเป็นทางการและสายการบังคับบัญชาตามลำดับ
System 4 : เป็นปลายสุดอีกด้านหนึ่งของการจัดการที่เน้นการสร้างความร่วมมือร่วมใจระหว่าง พนักงานและฝ่ายบริหาร
System 2 / 3 : เน้นอำนาจหน้าที่ฝ่ายบริหารกับองค์การที่เน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างพนักงานกับฝ่ายบริหาร ดังนี้
           การวางแผน (Planing)
             การวางแผน คือ การวางแผนการล่วงหน้าหรือการคาด-การณ์เกี่ยวกับการทำงานให้เป็นระบบสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้องค์การประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย  เพื่อให้ผู้บริหารมีความมั่นใจในการตัดสินใจใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพช่วยในการควบคุมตรวจสอบการทำงานให้มีประสิทธิภาพเป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การเพื่อ
        1)  ทำให้องค์การบรรลุจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้
        2)  ทำให้การทำงานของแผนกต่างๆ เป็นไปตามขั้นตอน ไม่ซ้ำซ้อน เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย
        3)  ช่วยลดความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
        4)  ช่วยสร้างแรงจูงใจ เพราะถ้ามีการวางแผนที่ดีก็จะสามารถเห็นแนวทางในการทำงานในอนาคตว่าจะไปทิศทางใด ทำไปเพื่ออะไร และมีผลตอบแทนอะไรบ้าง
        5)  ช่วยให้การควบคุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย การทำงานมีมาตรฐานตรงตามที่กำหนดไว้ในแผน
       โดยมีกระบวนการวางแผน ขั้นตอนประกอบการทำงานว่าต้องการทำอะไรบ้าง โดยจะแบ่งออกเป็นขั้นตอนดังนี้
       1.  การกำหนดวัตถุประสงค์ เป็นขั้นตอนแรกที่ผู้บริหารจะต้องดำเนินการ เพื่อให้ทราบว่าองค์การจะทำอะไรและไปทางไหนในอนาคต
       2.  กำหนดขอบเขตในการวางแผน (Planning Premises) เป็นการกำหนดข้อตกลงเบื้องต้นที่จะนำมาเป็นพื้นฐานในการวางแผน
       3.  กำหนดแนวทางปฏิบัติ (Formulating of Plans) เมื่อได้ข้อมูลเบื้องต้นในการนำมาคาดการณ์แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อให้การทำงานมีกรอบที่จะปฏิบัติว่าหน่วยงานใดจะดำเนินงานอะไร เมื่อไร ที่ไหน ใครรับผิด-ชอบโดยให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้
       4.  การปฏิบัติตามแผน (Plans Actions) เมื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานแล้ว ขั้นต่อมาคือการนำแนวทางนั้นสู่การปฏิบัติ ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงแผนให้แคบลงเพื่อให้การปฏิบัติมีความชัดเจนยิ่งขึ้น
       5.  การประเมินผล (Evaluation) เป็นขั้นตอนที่จำเป็นของกระบวนการวางแผน เพราะเมื่อปฏิบัติงานตามแผนไปสักระยะหนึ่งก็ควรจะมีการประเมินผลในการ      ติดตามดูแลจัดทำรายงานเกี่ยวกับการทำงาน
       1.  จำแนกตามระยะเวลา อาจแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ตามความเหมาะสม ดังนี้
                     1)  แผนระยะสั้น (Short-range Planning) โดยทั่วไปกำหนดไว้ประมาณ 1 ปี หรือน้อยกว่านั้น
              2)  แผนระยะกลาง (Medium-range Planning) เป็นแผนที่มีระยะเวลาการดำเนินการประมาณ 3-5 ปี
             3) แผนระยะยาว (Long-range Planning) เป็นแผนที่กำหนดระยะเวลาไว้ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป
       2.  จำแนกตามขอบเขตลักษณะของแผนงาน ดังนี้
              1)  วัตถุประสงค์ (Objectives) ซึ่งถือเป็นกิจกรรมหลักในการวางแผน เพราะก่อนที่จะทำอะไรก็แล้วแต่ ต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายเสียก่อนเป็นลำดับแรก
              2)  นโยบาย (Policies) เป็นการกำหนดขอบเขตหรือหลักการแนวทางในการปฏิบัติไว้อย่างกว้างๆ ซึ่งช่วยให้การปฏิบัติงานหรือกิจกรรมเป็นไปตามวัตถุประสงค์
              3)  วิธีการปฏิบัติงาน (Procedures) เป็นลักษณะของแผนอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นการกำหนดระเบียบวิธีการปฏิบัติให้เฉพาะเจาะจง โดยลำดับขั้นตอนที่จะต้องทำอย่างชัดเจนว่าทำอะไร ใครทำ ทำอย่างไร ที่ไหน เมื่อไร ขั้นตอนในการทำทำอย่างไรบ้าง
             4)  วิธีการทำงาน (Methods) เป็นลักษณะของแผนอีกประเภทหนึ่ง ที่บอกแนวทางในการปฏิบัติงานโดยละเอียดมากกว่าวิธีการปฏิบัติงาน
             5)  มาตรฐาน (Standards) เป็นลักษณะของแผนอีกชนิดหนึ่ง ที่กำหนดเป็นเกณฑ์ในการพิจารณากำหนดการปฏิบัติงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่
             6)  แผนงาน (Programs) เป็นแผนที่รวมทั้งนโยบาย วิธีการปฏิบัติงาน และวิธีการทำงานเข้าเป็นแผนเดียวกัน
             7)  งบประมาณ (Budgets) คือ แผนที่กำหนดล่วงหน้าเกี่ยวกับตัวเลขในรูปของตัวเงิน เวลา หรือชั่วโมงการทำงาน จำนวนของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์
       3.  จำแนกตามระดับการจัดการ ซึ่งแบ่งออกได้ดังนี้
             1)  แผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับองค์การให้เข้าได้กับปัจจัยภายนอกและภายในองค์การ
             2)  แผนปฏิบัติการ (Operational Planning) เป็นการปฏิบัติกิจกรรมการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายของกลยุทธ์ที่วางไว้
       4.  จำแนกตามลักษณะหน้าที่การปฏิบัติงาน แบ่งออกได้ดังนี้
              1)  แผนที่ใช้ประจำ (Standing Planning) เป็นแผนที่รวมแผนต่างๆ ทั้งหมดเป็นหลักการหรือแนวทางการปฏิบัติงานที่ทำบ่อยๆ หรือใช้เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นประจำ
         2)  แผนใช้เฉพาะครั้ง (Single Planning) เป็นแผนที่ใช้เสริมกับแผนที่ใช้ประจำ เพราะแผนที่ใช้ประจำอาจไม่เหมาะกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยการวางแผนต้องยึดหลักการ ดังนี้
       1.  มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน
       2.  มีความยืดหยุ่น
       3.  ความครอบคลุม
       4.  ความมีเหตุผล
       5.  คุ้มค่าใช้จ่าย
       6.  ระยะเวลาของแผน
       7.  ความปกปิด
       8.  การเน้นที่อนาคต
       9.  ความสอดคล้อง
               10.ความต่อเนื่อง
กลยุทธ์ในการวางแผนจัดการองค์การ
    อาศัยการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ ทำให้เกิดประสิทธิภาพหรือทำให้เกิดผลดีต่อองค์การ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์หลายวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้  ดังนี้
1)  ทำความเข้าใจกับปัญหาที่แท้จริง
2)  รวบรวมข้อมูล
3)  วิเคราะห์ข้อมูล
4)  ประเมินความพร้อมของทรัพยากรที่มีอยู่
5)  ปรับปรุงกลยุทธ์ที่ใช้อยู่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
การจัดองค์การ (Organizationa)
            มีการกำหนดโครงสร้างขององค์การออกเป็นหน่วยงานต่างๆ โดยมีหน้าที่รับผิดชอบตามที่กำหนดไว้ในแผนที่ได้วางไว้อย่างเหมาะสม เพื่อให้เอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้บริหารบริหารงานสะดวกและเกิดประสิทธิภาพ
         1.  ทำให้ผู้บริหารดำเนินงานไปด้วยความเรียบร้อย และงานไม่ซ้ำซ้อนกันประหยัดต้นทุนเกี่ยวกับความล่าช้าของงานทำให้ผู้บริหารแก้ปัญหาได้ง่ายเพราะรู้ว่าใครรับผิดชอบอะไร มีหน้าที่อย่างไรบุคลากรรู้ความรับผิดชอบและขอบเขตการทำงานของตนทำให้ติดต่อประสานงานได้ดีขึ้นบุคลากรไม่เกิดความรู้สึกเปรียบเทียบว่างานมากหรือน้อย  แล้วยังต้องจัดการโครงสร้างขององค์การ (Organization Structure) โดย การจัดรวมหน่วยงานย่อยเข้าด้วยกันตามหน้าที่และสายการบังคับบัญชา ซึ่งต้องทำงานสัมพันธ์กันเข้าอยู่ด้วยกันเพื่อให้การทำงานบรรลุเป้าหมาย  สิ่งที่เราควรนำมาพิจารณาประกอบเกี่ยวกับการกำหนดโครงสร้างก็คือ สภาพแวดล้อมและเทคโนโลยี สภาพแวดล้อมแบ่งออกเป็น 2 ชนิดดังนี้
   1)  สภาพแวดล้อมภายใน
   2) สภาพแวดล้อมภายนอก
         เทคโนโลยีก็มีความสำคัญพอๆ กับสภาพแวดล้อม เพราะถ้าสภาพแวดล้อมเป็นปัจจัยนำเข้า เทคโนโลยีก็คือทำอย่างไรถึงจะเปลี่ยนปัจจัยนำเข้าเป็นผลผลิตขององค์การ
การยึดแนวคิดการจัดองค์การ ดังนี้
   1.  วัตถุประสงค์ของงาน
   2.  กำหนดลักษณะของงาน
   3.  การแบ่งงาน
   4.  การจำแนกสายปฏิบัติงานกับสายงานที่ปรึกษา
   5.  การติดต่อสื่อสาร
   6.  ความยืดหยุ่น
   7.  ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
   8.  ความต่อเนื่อง
          คือ การรวมงานที่มีหน้าที่คล้ายๆ กันเข้าด้วยกัน หรือแบ่งงานกันทำตามความสามารถหรือความถนัด  มีการมอบหมายงาน ตามที่ผู้บังคับบัญชาพิจารณาเพื่อกำหนดอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปปฏิบัติ และเมื่อผู้ใต้บังคับบัญชานำไปปฏิบัติแล้วผลงานเป็นอย่างไรบ้าง ผู้บังคับบัญชาก็ควรจะบอกกล่าวให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทราบ   มีการพิจารณาเกี่ยวกับการมอบหมายอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบจากผู้บริหารระดับสูงไปสู่ระดับต่างๆ ภายใน องค์การจัดคนเข้าทำงานตามความเหมาะสมกับความรู้ความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งความรับผิดชอบ เพาระจะทำให้คนทำงานมีขวัญกำลังใจ และได้ใช้ความรู้ความสามารถที่มีให้เกิดประโยชน์ต่อองค์การแต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีการพัฒนาเพื่อรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรด้านมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การปฏิบัติงานบรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้จัดการ ฝึกอบรมพัฒนาบุคคลบุคลากรที่บรรจุใหม่ซึ่งยังไม่คุ้นเคยต่อระบบการทำงานขององค์การมีการเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นเพื่อไม่ให้บุคคลทำงานอย่างเบื่อหน่ายต่อหน้าที่อย่างเดียวเป็นเวลานานสนองความต้องการของบุคคลที่แสวงหาความรู้ และความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานเพิ่มความมั่นใจ และปรับปรุงการทำงานของบุคคลให้มีบุคลิกภาพที่ดีเป็นการเพิ่มขวัญกำลังใจ และลดความขัดแย้งในการทำงานให้น้อยลงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ และลดค่าใช้จ่ายในการทำงานช่วยให้บุคลากรมีความสามัคคีกัน ประสานงานในการทำงานระหว่างกัน ผลที่ตามมาองค์การก็จะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตามเป้าหมาย วิสัยทัศน์ และพันธกิจขององค์การที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน 
  
ตอนที่ 2
ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นผู้บริหารองค์การ ซึ่งจะต้องบริหารองค์การให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตามเป้าหมาย วิสัยทัศน์ และพันธกิจขององค์การ ข้าพเจ้ามีแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารองค์การในประเด็นต่อไปนี้ ดังนี้คือ
1.ถ้าให้ทุกคนในองค์การทำงานอย่างมีความสุข มีความมุ่งมั่นต่อการปฏิบัติหน้าที่เพื่อบรรลุตามเป้าหมาย โดย  อาศัยองค์ประกอบของกระบวนการบริหาร การจัดโครงสร้างตามทฤษฎีพฤติกรรมศาสตร์ (The Behavioral Approach)ทฤษฎีเชิงระบบของลิเคิร์ท
-  ภาวะผู้นำ leadership
- การจูงใจ Motivation
-  การสื่อสาร Communication
-  ปฏิสัมพันธ์ Interaction
-  การกำหนดเป้าหมาย Goal setting
การวินิจฉัยสั่งการ Decision making
-  การควบคุม Control
-  ผลการดำเนินการตามเป้าหมาย Performance goals
1 : เป็นองค์การแบบดั่งเดิมที่เน้นหนักความสำคัญไปที่อำนาจหน้าที่อย่างเป็นทางการและสายการบังคับบัญชาตามลำดับ
4 : เป็นปลายสุดอีกด้านหนึ่งของการจัดการที่เน้นการสร้างความร่วมมือร่วมใจระหว่าง พนักงานและฝ่ายบริหาร
2 / 3 : เน้นอำนาจหน้าที่ฝ่ายบริหารกับองค์การที่เน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างพนักงานกับฝ่ายบริหาร         
การวางแผน (Planing) การวางแผน คือ การวางแผนการล่วงหน้าหรือการคาด-การณ์เกี่ยวกับการทำงานให้เป็นระบบสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้องค์การประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย  เพื่อให้ผู้บริหารมีความมั่นใจในการตัดสินใจใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพช่วยในการควบคุมตรวจสอบการทำงานให้มีประสิทธิภาพเป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การเพื่อ
        1)  ทำให้องค์การบรรลุจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้
        2)  ทำให้การทำงานของแผนกต่างๆ เป็นไปตามขั้นตอน ไม่ซ้ำซ้อน เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย
        3)  ช่วยลดความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
        4)  ช่วยสร้างแรงจูงใจ เพราะถ้ามีการวางแผนที่ดีก็จะสามารถเห็นแนวทางในการทำงานในอนาคตว่าจะไปทิศทางใด ทำไปเพื่ออะไร และมีผลตอบแทนอะไรบ้าง
        5)  ช่วยให้การควบคุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย การทำงานมีมาตรฐานตรงตามที่กำหนดไว้ในแผน
       โดยมีกระบวนการวางแผน ขั้นตอนประกอบการทำงานว่าต้องการทำอะไรบ้าง โดยจะแบ่งออกเป็นขั้นตอนดังนี้
       1.  การกำหนดวัตถุประสงค์ เป็นขั้นตอนแรกที่ผู้บริหารจะต้องดำเนินการ เพื่อให้ทราบว่าองค์การจะทำอะไรและไปทางไหนในอนาคต
       2.  กำหนดขอบเขตในการวางแผน (Planning Premises) เป็นการกำหนดข้อตกลงเบื้องต้นที่จะนำมาเป็นพื้นฐานในการวางแผน
       3.  กำหนดแนวทางปฏิบัติ (Formulating of Plans) เมื่อได้ข้อมูลเบื้องต้นในการนำมาคาดการณ์แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อให้การทำงานมีกรอบที่จะปฏิบัติว่าหน่วยงานใดจะดำเนินงานอะไร เมื่อไร ที่ไหน ใครรับผิด-ชอบโดยให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้
       4.  การปฏิบัติตามแผน (Plans Actions) เมื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานแล้ว ขั้นต่อมาคือการนำแนวทางนั้นสู่การปฏิบัติ ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงแผนให้แคบลงเพื่อให้การปฏิบัติมีความชัดเจนยิ่งขึ้น
       5.  การประเมินผล (Evaluation) เป็นขั้นตอนที่จำเป็นของกระบวนการวางแผน เพราะเมื่อปฏิบัติงานตามแผนไปสักระยะหนึ่งก็ควรจะมีการประเมินผลในการ      ติดตามดูแลจัดทำรายงานเกี่ยวกับการทำงาน
       1.  จำแนกตามระยะเวลา อาจแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ตามความเหมาะสม ดังนี้
                     1)  แผนระยะสั้น (Short-range Planning) โดยทั่วไปกำหนดไว้ประมาณ 1 ปี หรือน้อยกว่านั้น
              2)  แผนระยะกลาง (Medium-range Planning) เป็นแผนที่มีระยะเวลาการดำเนินการประมาณ 3-5 ปี
             3) แผนระยะยาว (Long-range Planning) เป็นแผนที่กำหนดระยะเวลาไว้ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป
       2.  จำแนกตามขอบเขตลักษณะของแผนงาน ดังนี้
              1)  วัตถุประสงค์ (Objectives) ซึ่งถือเป็นกิจกรรมหลักในการวางแผน เพราะก่อนที่จะทำอะไรก็แล้วแต่ ต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายเสียก่อนเป็นลำดับแรก
              2)  นโยบาย (Policies) เป็นการกำหนดขอบเขตหรือหลักการแนวทางในการปฏิบัติไว้อย่างกว้างๆ ซึ่งช่วยให้การปฏิบัติงานหรือกิจกรรมเป็นไปตามวัตถุประสงค์
              3)  วิธีการปฏิบัติงาน (Procedures) เป็นลักษณะของแผนอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นการกำหนดระเบียบวิธีการปฏิบัติให้เฉพาะเจาะจง โดยลำดับขั้นตอนที่จะต้องทำอย่างชัดเจนว่าทำอะไร ใครทำ ทำอย่างไร ที่ไหน เมื่อไร ขั้นตอนในการทำทำอย่างไรบ้าง
             4)  วิธีการทำงาน (Methods) เป็นลักษณะของแผนอีกประเภทหนึ่ง ที่บอกแนวทางในการปฏิบัติงานโดยละเอียดมากกว่าวิธีการปฏิบัติงาน
             5)  มาตรฐาน (Standards) เป็นลักษณะของแผนอีกชนิดหนึ่ง ที่กำหนดเป็นเกณฑ์ในการพิจารณากำหนดการปฏิบัติงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่
             6)  แผนงาน (Programs) เป็นแผนที่รวมทั้งนโยบาย วิธีการปฏิบัติงาน และวิธีการทำงานเข้าเป็นแผนเดียวกัน
             7)  งบประมาณ (Budgets) คือ แผนที่กำหนดล่วงหน้าเกี่ยวกับตัวเลขในรูปของตัวเงิน เวลา หรือชั่วโมงการทำงาน จำนวนของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์
       3.  จำแนกตามระดับการจัดการ ซึ่งแบ่งออกได้ดังนี้
             1)  แผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับองค์การให้เข้าได้กับปัจจัยภายนอกและภายในองค์การ
             2)  แผนปฏิบัติการ (Operational Planning) เป็นการปฏิบัติกิจกรรมการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายของกลยุทธ์ที่วางไว้
       4.  จำแนกตามลักษณะหน้าที่การปฏิบัติงาน แบ่งออกได้ดังนี้
              1)  แผนที่ใช้ประจำ (Standing Planning) เป็นแผนที่รวมแผนต่างๆ ทั้งหมดเป็นหลักการหรือแนวทางการปฏิบัติงานที่ทำบ่อยๆ หรือใช้เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นประจำ
         2)  แผนใช้เฉพาะครั้ง (Single Planning) เป็นแผนที่ใช้เสริมกับแผนที่ใช้ประจำ เพราะแผนที่ใช้ประจำอาจไม่เหมาะกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยการวางแผนต้องยึดหลักการ ดังนี้
 1.  มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน 
 2.  มีความยืดหยุ่น
 3.  ความครอบคลุม
 4ความมีเหตุผล 
 5.  คุ้มค่าใช้จ่าย
 6.  ระยะเวลาของแผน 
 7.  ความปกปิด
 8.  การเน้นที่อนาคต
 9.  ความสอดคล้อง
10.ความต่อเนื่อง
กลยุทธ์ในการวางแผนจัดการองค์การ
    อาศัยการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ ทำให้เกิดประสิทธิภาพหรือทำให้เกิดผลดีต่อองค์การ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์หลายวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้  ดังนี้
1)  ทำความเข้าใจกับปัญหาที่แท้จริง
2)  รวบรวมข้อมูล
3)  วิเคราะห์ข้อมูล
4)  ประเมินความพร้อมของทรัพยากรที่มีอยู่
5)  ปรับปรุงกลยุทธ์ที่ใช้อยู่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
การจัดองค์การ (Organizationa)
            มีการกำหนดโครงสร้างขององค์การออกเป็นหน่วยงานต่างๆ โดยมีหน้าที่รับผิดชอบตามที่กำหนดไว้ในแผนที่ได้วางไว้อย่างเหมาะสม เพื่อให้เอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้บริหารบริหารงานสะดวกและเกิดประสิทธิภาพ
         1.  ทำให้ผู้บริหารดำเนินงานไปด้วยความเรียบร้อย และงานไม่ซ้ำซ้อนกันประหยัดต้นทุนเกี่ยวกับความล่าช้าของงานทำให้ผู้บริหารแก้ปัญหาได้ง่ายเพราะรู้ว่าใครรับผิดชอบอะไร มีหน้าที่อย่างไรบุคลากรรู้ความรับผิดชอบและขอบเขตการทำงานของตนทำให้ติดต่อประสานงานได้ดีขึ้นบุคลากรไม่เกิดความรู้สึกเปรียบเทียบว่างานมากหรือน้อย  แล้วยังต้องจัดการโครงสร้างขององค์การ (Organization Structure) โดย การจัดรวมหน่วยงานย่อยเข้าด้วยกันตามหน้าที่และสายการบังคับบัญชา ซึ่งต้องทำงานสัมพันธ์กันเข้าอยู่ด้วยกันเพื่อให้การทำงานบรรลุเป้าหมาย  สิ่งที่เราควรนำมาพิจารณาประกอบเกี่ยวกับการกำหนดโครงสร้างก็คือ สภาพแวดล้อมและเทคโนโลยี สภาพแวดล้อมแบ่งออกเป็น 2 ชนิดดังนี้
   1)  สภาพแวดล้อมภายใน
   2) สภาพแวดล้อมภายนอก
         เทคโนโลยีก็มีความสำคัญพอๆ กับสภาพแวดล้อม เพราะถ้าสภาพแวดล้อมเป็นปัจจัยนำเข้า เทคโนโลยีก็คือทำอย่างไรถึงจะเปลี่ยนปัจจัยนำเข้าเป็นผลผลิตขององค์การ
การยึดแนวคิดการจัดองค์การ ดังนี้
   1.  วัตถุประสงค์ของงาน
   2.  กำหนดลักษณะของงาน
   3.  การแบ่งงาน
   4.  การจำแนกสายปฏิบัติงานกับสายงานที่ปรึกษา
   5.  การติดต่อสื่อสาร
   6.  ความยืดหยุ่น
   7.  ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
                8.  ความต่อเนื่อง 

แสดงความคิดเห็น