ไขปัญหากินยาผิดวิธี

     ยาเป็นปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต  ถึงแม้ว่าร่างกายเราจะแข็งแรงอยู่แล้วก็ต้องพึ่งพายาอยู่เหมือนเดิม   แต่การใช้ยาของคนทั่วไปยังขาดความรู้ความเข้าใจหรือใช้แบบผิดๆอยู่กันมาก  แทนที่จะได้ประโยชน์จากการใช้ยากับได้โทษแทน   และนอกจากนั้นยังส่วผลเสียอีกหลายด้านเช่น ประเทศชาติสิ้นเปลืองงบประมาณในการซื้อยา  มาดูวิธีการใช้ยาผิดมีอะไรบ้าง  และควรจะเข้าใจวิธีการใช้ยาที่ถูกต้อง



1. ปรับขนาดยาหรือหยุดยาตามใจฉัน  กินยาไม่ได้ตามจำนวนที่กำหนด เพราะยาบางอย่างต้องกินให้หมดแต่บางคนคิดว่าตนเองหายแล้วก็เลิกกิน ทำให้โรคไม่หายขาด
2.ยาเพื่อนให้  ห้ามใช้ยาที่เหลือจากเพื่อนให้  คือเห็นคนอื่นที่เป็นโรคคลายตนเองกินยานี้แล้วหายเลยขอกินหรือแบ่งให้กันกิน
3. ไม่ศึกษาข้อมูลการใช้ยา  การรับยามาจากเภสัชกรจะต้องฟังคำอธิบายหรือซักถามการใช้ยามาให้เข้าใจ หรือ อ่านฉลากการใช้ยาให้เข้าใจ
4. เก็บยาผิดที่  การเก็บยาไว้ในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม เช่น เก็บไว้ในที่ร้อนหรือเย็นเกินไป ทำให้ยาเสื่อมสภาพหรือหมดอายุเร็วกว่ากำหนด
5.ไม่ดูวันหมดอายุ  กินยาที่ซื้อมาจากร้านขายยาที่แบ่งขายจึงไม่รู้วันหมดอายุ  หรือกินยาหลายอย่างพร้อมกันจึงไม่รู้ว่าอันไหนหมดอายุก่อน
6.ไม่กินยาตามกำหนด  บางที่ได้ยามาหลายขนาน  เช่นยาก่อนอาหาร  ยาหลังอาหาร  ยาก่อนนอน  หรือยาที่ต้องกินพร้อมกับอาหาร  ทำให้กินยาผิด
7. กินยาเกินหรือยากดฤทธิ์กัน  ผู้ป่วยที่เป็นโรคหลายโรคมักใช้ยาหลายขนานและยาบางขนานอาจจะมีฤทธิ์ต้านกันทำให้รักษาไม่ได้ผล  ดังนั้นเมื่อเวลาไปพบแพทย์ต้องนำยาไปด้วยเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง
8. ใจร้อน เปลี่ยนหมอบ่อย  คนเราเวลารักษากับหมอเดิมแล้วไม่หายสักที่ก็เลยเปลี่ยนหมอใหม่  ดังนั้นก็รับยาใหม่ตาม  ดังนั้นเมื่อกินยาไม่ครบก็เลยทำให้การรักษาไม่ได้ผล
9. เชื่อว่ายาเป็นวิธีรักษาวิธีเดียวเท่านั้น  โรคบางชนิดจะรักษาด้วยยาอย่างเดียวไม่ได้จึงมักได้ยินหมอพูดว่า ให้พักผ่อนให้เพียงพอ  ออกกำลังกาย   งดอาหารบางชนิด  ควบคู่กับการกินยาด้วย
10. กินยาสามัญประจำบ้านเป็นประจำ  บางคนก็พึ่งเฉพาะยาสามัญประจำบ้านกินบ่อยๆนานๆ แท้ที่จริงแล้วยาทุกชนิดก็มีข้อจำกัดการใช้ เช่น ห้ามกินติดต่อเกิน 5 วัน
11. เชื่อว่าใช้สมุนไพรปลอดภัยร้อยเปอร์เซนต์   สมุนไพรคือยา  มีทั้งข้อดีและข้อเสียและข้อควรระวัง เรามักเผลอคิดว่า ปลอดภัยเพราะมาจากธรรมชาติ  ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะบางคนอาจมีอาการแพ้จำพวกนี้ก็ได้
12. กินวิตามิน - อาหารเสริมแทนอาหาร ตามชื่อก็บอกไปแล้วว่าอาหารเสริมแต่บางคนนำมากินแทนข้าวและอาหารคิดว่าจะได้สารอาหารครบแต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น
13. กินตามแฟชั่น  ตามท้องตลาดมีการโฆษณาสรรพคุณของอาหารเสริมออกมามากมาย  และก็จะเป็นการบอกปากต่อปากว่าดี  แต่แท้จริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้น  ดังนั้นการจะกินอาหารเสริมเหล่านั้นควรศึกษารายละเอียดให้รอบด้านก่อนกิน

การกินยา
1. ยาก่อนอาหาร  คือ ให้กินตอนท้องว่าง  กินก่อนอาหารครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง
2. ยาหลังอาหาร  คือ  กินหลังอาหารเสร็จ  15 - 30 นาที
3. กินหลังอาหารทันทีหรือพร้อมอาหาร   คือ  กินทันทีหลังอาหารหรือระหว่างที่กำลังกินอาหารก็ได้
4. กินก่อนนอน   คือ  กินก่อนเข้านอนตอนกลางคืน  15 - 30 นาที
5. กินเมื่อมีอาการ   คือ  กินเมื่อมีอาการ  ถ้าไม่มีอาการไม่ต้องกิน

ข้อควรรู้เมื่อต้องใช้ยา
1.พาราเซตามอลไม่ใช่ยาแก้ปวดสำหรับทุกอาการปวด  มียาประเภทอื่นที่เหมาะกับอาการปวดกล้ามเนื้อปวดเรื้อรัง  หรือปวดจากสาเหตุอื่นๆอีก  และการกินพาราเซตามอลติดต่อกันเกิน 7 วันจะเป็นพิษต่อตับ
2. กินยาเม็ดกับน้ำเปล่าดีที่สุด   ไม่ควรกินพร้อมเครื่องดื่มประเภทอื่น  ไม่ว่าจะเป็นน้ำผลไม้  นม  ชา  กาแฟ ฯลฯ
3. ยาปฎิชีวนะ  หรือชื่ออื่นๆ เช่น ยาแก้อักเสบ  ยาฆ่าเชื้อ  ยาต้านแบคทีเรีย  หรือยาต้านเชื้อรา  ใช้รักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อเท่านั้นแต่เรามักใช้พร่ำเพรื่อและใช้ไม่ถูกกับโรค  ใช้ในขนาดที่ไม่ถูกต้อง  หรือหยุดยาก่อนครบกำหนด  ทำให้ดื้อยาตามมาภายหลัง  บางชนิดถ้ากินเกินขนานเกินไปอาจทำให้ติเชื้อแทรกซ้อนได้อีก
4. ยาที่ส่งผลต่อสมอง  เช่น  ยานอนหลับ  ยากันชัก  ยาคลายกล้ามเนื้อ  ยาคลายเครียด  และยารักษาแผลในกระเพาะอาหารบางชนิด  อาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้า  กระวนกระวาย  ประสาทหลอน  มึนงง  นำไปสู่ปัญหาสมองเสื่อมได้  หากใช้ควรอยู่ในการควบคุมดูแลของแพทย์
5. ไม่ควรแกะยาออกจาแผงทิ้งไว้นาน  เพราะจะทำให้ยาเสื่อมสภาพเร็วกว่าเท่าที่ควร
6. ยาเม็ดส่วนใหญ่กลืนลงคอพร้อมกับน้ำ  บางชนิดห้ามเคี้ยวหรือบด  จึงควรทราบวิธีใช้ก่อน
แสดงความคิดเห็น