พลังงานไทย

ไขข้อข้องใจพลังงานไทย
     ด้วยวัตถุประสงค์หลักของสถาบันวิทยาการพลังงาน (วพน.) คือการถ่ายทอดความรู้  ความเข้าใจที่ถูกต้อง  ให้กับผู้นำความคิดทุกภาคส่วน  ทั้งภาครัฐ NGO นักวิชาการ  ภาคเอกชน  และสื่อมวลชนซึ่งล้วนแต่มีมุมมองด้านพลังงานแต่มีมุมมองด้านพลังงานที่ต่างกันไป  บ้างก็ให้ความสำคัญกับความมั่นคง  บ้างก็เน้นที่ราคาหรือสิ่งแวดล้อม



   
ใน วพน. รุ่น 3  ได้มีการเชิญภาคส่วนต่งๆ  ทั้งกลุ่มผู้ผลิต  นักวิชาการอิสระ  ร่วมกันเสวนาเรื่อง "ประเด็นร้อนเรื่องพลังงานของประเทศ" ที่เกิดข้อถกเถียงกันในสังคมภายใต้ 3 ปัจจัยหลัก คือ  ความมั่นคงด้านพลังงาน  โครงสร้างราคา  และการเตรียมพร้อมรองรับการแข่งขันเสรีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้  ในการเสวนาในครั้งนี้ยังมีการกล่าวถึงประเด็นด้านราคาพลังงานไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

*ไทยใช้พลังงานที่มีราคาแพงกว่าเพื่อนบ้านจริงหรือ*

- การกำหนดราคาพลังงาน  ขึ้นอยู่ปัจจัยหลายอย่าง อาทิ ความต้องการใช้พลังงาน  แหล่งพลังงานในประเทศ จำนวนประชากร  โครงสร้างเศรษฐกิจและอัตราภาษีของประเทศ หรือความซับซ้อนต่างกันจึงทำให้ราคาแต่ละประเทศต่างกัน
  
กรณี  ราคาน้ำมัน  หากเทียบเฉพาะ "ราคาเนื้อน้ำมัน"ของไทยกับเพื่อนบ้านในอาเซียน  พบว่าราคาขายแทบไม่แตกต่างกันเลย  สิ่งที่ทำให้ราคาขายหน้าปั๊มของไทยต่างกับพื่อนบ้าน คือ  อัตราภาษี และ กองทุนฯ  ที่รัฐบาลกำหนด  ซึ่งของไทยจะประกอบไปด้วย  ภาษีสรรพสามิต  ภาษีเทศบาล  ภาษีมูลค่าเพิ่ม  กองทุนน้ำมันฯ  กองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  รวมไปถึงค่าการตลาด  รวมกันอยู่ที่ประมาณ 10 - 15  บาทต่อลิตร   (ยกเว้นดีเซล)  วึ่งคิดภาษีต่างๆ เฉพราะการซื้อขายน้ำมันภายในประเทศเท่านั้น  หากราคาน้ำมันส่งออกจะคิดเฉพาระค่าเนื้อน้ำมันส่วนอัตราภาษีที่บวกเพิ่มจะขึ้นกับนโยบายภาษีของแต่ละประเทศ  ซึ่งเป็นไปตามกติกาการค้าขายสากล
     ทั้งนี้   การเปรียบเทียบราคาน้ำมันของไทย  มาเลเซีย  และอินโดนีเซียนั้น  เป็นการเทียบบนฐานข้อมูลที่ต่างกันเพราะที่ง 2 ประเทศ  มีปณิมาณการผลิตและปริมาณสำรองนำ้มันสูงกว่าไทยมาก ทั้งเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน  จึงนำรายได้จากการส่งออกมาตั้งงบประมาณเพื่ออุดหนุนราคาพลังงานในประเทศได้โดยตรง  ต่างจากไทยที่เป็นเป็นผู้นำเข้าพลังงาน  การอุดหนุนราคาพลังงานของไทยโดยนำเงินมาจากกองทุนน้ำมันที่ได้จากการเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมัน
     อย่างไรก็ตามัจจุบัน  อินโดนีเซีย  เริ่มทนคตแบกับภาระการอุดหนุนต่อไปไม่ไหว  จึงประกาศลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน  ขณะที่มาเลเซียก็เริ่มปรับลดงบประมาณส่วนนี้ลงเช่นกัน
ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลและเบนซิน 95
หน่วย : บาท/ลิตร ณ 31  ก.ค. 2536
   - มาเลเซีย     ดีเซล  22     บาท ,  เบนซิน  26.8  บาท
   - ไทย           ดีเซล  30     บาท ,  เบนซิน  47.5  บาท
   - ฟิลิปปินส์     ดีเซล  31.3  บาท ,  เบนซิน  38.6  บาท
   - เวียดนาม     ดีเซล  33.5  บาท ,  เบนซิน  37.6  บาท
   - อินโดนีเซีย   ดีเซล  35.2  บาท , เบนซิน  31     บาท
   - ญี่ปุ่น           ดีเซล  41.1  บาท , เบนซิน  47.6  บาท
   - สิงคโปร์       ดีเซล  41.6  บาท , เบนซิน  54.7  บาท
   - ฮ่องกง         ดีเซล  251   บาท , เบนซิน  68.4  บาท


  ส่วนการคิดราคา LPG  ไทยใช้หลักการคิดภาษีตามวัตถุประสงค์การใช้งาน  คือ หากนำไปใช้เป็นวัตถุดิบภาคปิโตรเคมีจะถูกคิดเป็น  ภาษีมูลค่าเพิ่ม  โดยภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยถูกกำหนดไว้ที่อัตรา  7 % ส่วนกรรีการส่งออกก็ให้คิดเฉพาะราคาเนื้อก๊าชแต่บวกภาษีมูลค่าเพิ่มตามอัตราภาษีของประเทศผู้นำเข้า
     แต่ถ้านำ LPG ไปใช้ในรูปแบบเชื้อเพลิง  เช่น  ในภาคขนส่งหรือครัวเรือนรัฐบาลจะบวก  ภาษีสรรพสามิต  เพิ่มเข้าไปในราาขายอีก
     ปัจจุบันราคาขายปลีก  LPG  ภาคครัวเรือนของไทย พบว่ายังมีราคาถูกกว่า  LPG  เพื่อนบ้านอย่าง  ลาว  เวียดนาม  พม่า  กัมพูชา  และมาเลเซียกว่าเท่าตัว
     ส่วนการประุชุมสัมมนายังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับการใช้พลังงานก็ตาม   แต่ยังมีข้อเสนอแนะในเรื่องการสร้างจิตสำนึกในการใช้พลังงานอย่างประหยัด   โดยให้มีการพัฒนาควบคู่ไปกับพลังงานทดแทน   และปลูกฝังให้ประชาชนมีความรู้และเข้าใจเรื่องพลังงานอย่างแท้จริง
ที่มา:  สถาบันวิทยาการพลังงาน

แสดงความคิดเห็น