แก่นตะวัน

แก่นตะวัน   พืชสรรพคุณสารพัดประโยชน์



ที่มา : เป็นพืชตระกูลเดียวกับดอกทานตะวันแต่แตกต่างกันตรงที่  แก่นตะวันใช้หัวมารับประทาน   ส่วนถิ่นกำเนิดนั้นเกิดที่ทวีปอเมริกาเหนือ  โดยชนเผ่าอินเดียแดงนำมาเป็นสรรพคุณยา  เพื่อเจริญอาหารบำรุงร่างกาย
 ชื่อสามัญ            แก่นตะวัน  ทานตะวันหัว แห้วบัวตอง
 ชื่อวิทยาศาสตร์     เยรูซาเล็ม อาร์ติโช้ก (Jerusalem artichoke) 
                       บางทีก็เรียกว่า ซันโช้ก (sunchoke)
 
 สรรพคุณทางยา : แก่นตะวันมีสารอินนูลิน (Inulin) ที่เต็มไปด้วยน้ำตาลฟรักโตส โมเลกุลยาว จึงเป็นพืชพรีไบโอติกที่มีเส้นใยสูงมาก เมื่อได้รับประทานเข้าไปแล้ว สารในแก่นตะวันจะช่วยดักจับยึดไขมันในเส้นเลือด ไม่ว่าจะเป็นไตรกลีเซอไรด์    คอเลสเตอรอล หรือ LDL ที่เรารับประทานเข้าไปในร่างกายมากเกินไปแล้วขับออกทางอุจจาระหรือปัสสาวะ  ทำให้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้เป็นดีมาก  หรือสำหรับคนที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง  เพราะแก่นตะวันยังช่วยลดปริมาณของแบคทีเรียในร่างกาย ช่วยแก้อาการท้องเสีย  หรือโรคที่เกี่ยวกับช่องท้องได้เป็นอย่างดี เช่น โคลิฟอร์ม (Coliforms) และ อี.โคไล (E.Coli) ในขณะเดียวกัน "แก่นตะวัน" ก็จะไปเพิ่มการทำงานของแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายคือ บิฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacteria) และแลคโตบาซิลัส (Lactobacillus) ให้เจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น
     นอกจากนี้ สารอินนูลินยังช่วยในการลดน้ำหนักได้  เพราะสารนี้เมื่อเรารับประทานเข้าไปมากๆนั้นจะมีเส้นใยอินนูลินมากเพราะร่างกายเราไม่สามารถย่อยสารนี้ได้เร็วเหมือนเส้นใยอาหารอื่น  ดังนั้นจึงทำให้ร่างกายไม่มีอาการหิวอาหารหรือทานอาหารได้น้อยลง  จึงช่วยในการลดน้ำหนักได้
     ส่วนคนที่เสี่ยงหรือเป็นโรคเบาหวานนั้น   แก่นตะวันมีคุณสมบัติอีกอย่างคือ  มีแคลอรี่ต่ำ  ไม่ไปเพิ่มน้ำตาลในเลือด  ทำให้ลดการเสี่ยงต่อโรคเบาหวานได
  สรุปสรรพคุณ
                     1. ช่วยในการเจริญอาหาร
                     2. ช่วยลดปริมาณของแบคทีเรียน ลดอาการของโรคเกี่ยวกับช่องท้อง เช่น ท้องผูก
                         ท้องเสีย  จุก เสียด แน่นท้อง เป็นต้น
                     3. ช่วยป้องกันโรคมะเร็งในลำไส้
                     4. ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก ลดอาการปากเหม็น
                     5. ป้องกันพิษของโลหะหนัก เช่น สารตะกั่ว
                     6. ป้องกันอาการภูมิแพ้ และการแพ้อาหาร โดยเฉพาะในเด็ก
                     7. กระตุ้นการดูดซึมแร่ธาตุหลายอย่าง โดยเฉพาะแคลเซียม และธาตุเหล็ก


 คุณค่าทางโภชนาการของหัวแก่นตะวันสด
  • พลังงาน                   73         กิโลแคลอรี่
  • คาร์โบไฮเดรต          17.44   กรัม
  • น้ำตาล                      9.6       กรัม
  • เส้นใย                       1.6       กรัม
  • ไขมัน                        0.01     กรัม
  • โปรตีน                       2          กรัม
  • วิตามินบี1                 0.2        มิลลิกรัม  17%
  • วิตามินบี2                 0.06      มิลลิกรัม    5%
  • วิตามินบี3                 1.3        มิลลิกรัม    9%
  • วิตามินบี5                 0.397    มิลลิกรัม    8%
  • วิตามินบี6                 0.077    มิลลิกรัม    6%
  • วิตามินบี9                 13         ไมโครกรัม  3%
  • วิตามินซี                    4           มิลลิกรัม     5%
  • ธาตุแคลเซียม          14          มิลลิกรัม     1%
  • ธาตุเหล็ก                 3.4         มิลลิกรัม   26%
  • ธาตุแมกนีเซียม        17          มิลลิกรัม    5%
  • ธาตุฟอสฟอรัส         78          มิลลิกรัม   11%
  • ธาตุโพแทสเซียม    429         มิลลิกรัม    9%

วิธีรับประทาน   
1.แก่นตะวันสามารถรับประทานได้ทั้งแบบปลอกเปลือกและไม่ปลอกเปลือก แต่การรับประทานทั้งเปลือกก็
   ควรล้างให้สะอาดก่อน เนื่องจากมีแง่งเยอะอาจจะเศษดินติดอยู่ หรือจะแช่น้ำไว้สักพักเพื่อให้ดินอ่อน
   ตัวก่อนนำมาล้างก็ได้ ถ้าจะให้ดีก็ใช้แปรงสีฟันเล็กๆ นำมาขัดอีกรอบเพื่อความสะอาด
2.สำหรับวิธีการปลอกเปลือกแก่นตะวัน ก็ใช้วิธีเดียวกันกับการปอกเปลือกผลไม้ทั่วไป  ในการปอก
   เปลือก ถ้ามีแง่งก็ให้ใช้มีดตัดออกมาก่อนแล้วค่อยปลอก
3.สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยรับประทาน ควรรับประทานในปริมาณที่ไม่มากก่อนในช่วงแรก หรือทานสด
   ครั้งละ 1 ขีด เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสภาพก่อน
4. สำหรับการเก็บรักษา สำหรับแก่นตะวันแบบปลอกเปลือก ก็ให้เก็บไว้ในกล่องพลาสติกที่ปิดฝามิดชิดไม่
    ให้อากาศเข้า หรือจะใส่ถึงซิป กล่องพลาสติกก็ได้ แล้วนำไปแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดา ก็จะช่วยทำให้
    คงความสดและไม่ทำให้เหี่ยวเร็ว
5. แก่นตะวันที่ไม่ปลอกเปลือก สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานถึง 10 สัปดาห์ หรือมากกว่าถ้าไม่มีเชื้อรา
    แต่หากเก็บไว้นานสีอาจจะเปลี่ยนหรือเหี่ยวทำให้ดูไม่น่ารับประทาน ยิ่งเก็บไว้นานคุณภาพก็ยิ่งน้อย
    ลง การรับประทานแบบสดใหม่จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
6.การใช้หัวแก่นตะวันในการประกอบอาหาร
    อาจพบว่าสีของหัวเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีดำคล้ำ สาเหตุอาจมาจากการปลอกเปลือกทิ้งไว้นาน ดังนั้น
    เมื่อปลอกเปลือกหรือหั่นเสร็จแล้วให้เอาไปแช่ทิ้งไว้ในน้ำเปล่าก่อนที่ จะนำไปประกอบอาหารจะช่วย
    ป้องกันปัญหาดังกล่าวได้
6. นำมาปรุงเป็นอาหาร  เช่น ทำส้มตำ  ยำ  ผัด เป็นต้น


การปลูก   ก็ทำการยกร่องดินปลูกเหมือนกับปลูก มันหรือถั่ว  ควรปลูกในที่ดอนเพื่อป้องกันน้ำขังจะเป็นสาเหตุให้หัวเน่าได้
การบำรุงรักษา  เมื่อปลูกเสร็จ  คอยดูจำพวกวัชพืชและใส่ปุ๋ยคอก   ไม่แนะนำปุ๋ยเคมีเพราะจะทำให้มีสารตกค้างเป็นอันตรายได้





 ขอขอบคุณ : คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (รองศาสตราจารย์ ดร.สนั่น จอกลอย), สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล (ดร.ครรชิต จุดประสงค์), สถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบนิเวศเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 132, นิตยสารขวัญเรือน ฉบับ 849 (พญ.ลลิตา ธีระสิริ)

แสดงความคิดเห็น